Author: Cha Cha

  • “12 วิธีสร้างความโชคดี”

    “12 วิธีสร้างความโชคดี”

    ทำไมบางคนดูเหมือน “โชคดี” ตลอดเวลา
    ได้งานดี เจอคนดี มีโอกาสดี ๆ เข้ามาในชีวิตอยู่เรื่อย ๆ 🍀

    ขณะที่บางคนพยายามแทบตาย แต่ชีวิตกลับเหมือนติดอยู่ที่เดิม

    หรือจริง ๆ แล้ว… “โชค” อาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
    แต่มันคือผลลัพธ์ของบางอย่างที่คนส่วนใหญ่มองไม่เห็น

    คุณพศิน อินทรวงค์ เปรียบเทียบเรื่องนี้ไว้น่าสนใจมาก 🦋🌼

    ถ้าอยากให้ผีเสื้อมาหาเรา สิ่งสำคัญไม่ใช่วิ่งไล่จับผีเสื้อ แต่คือ “ปลูกดอกไม้” เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม จนผีเสื้ออยากบินเข้ามาเอง

    โชคดีก็เหมือนกัน…

    มันไม่ใช่สิ่งที่นั่งรอแล้วจะเกิดขึ้นเอง แต่คือสิ่งที่เราค่อย ๆ สร้าง ผ่านวิธีคิด การใช้ชีวิต และคนรอบตัว

    และนี่คือ “12 วิธีสร้างความโชคดี” ที่อ่านจบแล้ว อาจทำให้คุณมองคำว่า “โชค”ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ✨

    วิธีการสร้างโชคมี 2 ส่วนหลักคือ “การสร้างตัวเองให้พร้อม + การเปิดประตูรับโชค”

    1. #ต้องเก่งในสิ่งที่ทำ

    โชคดีเริ่มจาก “ความสามารถ” ไม่ใช่การขอพร คนที่พัฒนาตัวเองจริงจังในงานของตัวเอง จะมีโอกาสมากกว่าคนทำงานไปวัน ๆ

    พูดง่ายๆ ว่าเราต้องเก่งในทางลึก (ให้นึกถึงรูปตัว T) หรือมีความเชี่ยวชาญติดตัวไว้สักหนึ่งวิชาแบบจริงๆ จังๆ

    1. #ต้องมีความรู้หลากหลาย

    นอกจากรู้ลึกในสายตัวเองแล้ว ต้องรู้กว้างในศาสตร์อื่นด้วย เช่น ศิลปะ ประวัติศาสตร์ จิตวิทยา ธุรกิจ ปรัชญา ฯลฯ เพราะการผสมความรู้ต่างสายจะทำให้เกิดมุมมองและนวัตกรรมใหม่ ๆ

    1. #ฝึกจิตให้สงบและเป็นกลาง 🧘‍♀️

    จิตที่สงบทำให้เกิดสติ มองปัญหาได้ชัด และตัดสินใจได้ดี ไม่ถูกอารมณ์ลากไปจนมองอะไรไม่ออก

    การนั่งสมาธิ ทำให้ปิ๊งไอเดียต่างๆ ได้หรือจัดการปัญหาได้ เพราะเรามีสตินั่นเอง

    1. #มองเห็น “ความเป็นไปได้”

    หลายคนปิดโอกาสตัวเองตั้งแต่ยังไม่เริ่ม เพราะคิดว่า “คงไม่ได้หรอก”

    เขายกตัวอย่างคนที่ได้ตึกแถวดี ๆ เพราะ “ลองโทรถาม” ทั้งที่พ่อคิดว่าเกินงบไปแล้ว

    1. #ตั้งเป้าหมายให้ใหญ่ 🚀

    การคิดใหญ่ทำให้สมองทำงานต่างออกไป และดึงศักยภาพออกมาได้มากกว่า แม้สุดท้ายจะยังไปไม่ถึงเป้าสูงสุด แต่ชีวิตจะไปได้ไกลกว่าคนที่คิดเล็กเสมอ

    อันนี้คือการคิดการใหญ่ เพราะไหนๆ ก็คิดเหมือนกัน คิดเล็กคิดใหญ่ใช้เวลาเท่ากัน ถ้างั้นก็คิดใหญ่ไปเลย แรงส่งในการที่จะเดินต่อก็จะมีมากกว่า

    1. #มีศรัทธาในสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเอง ✨

    ไม่ว่าจะเป็นศาสนา มนุษยชาติ หรือจักรวาล การเชื่อมตัวเองกับสิ่งที่ใหญ่กว่า จะทำให้มนุษย์ไม่รู้สึกโดดเดี่ยว และมีพลังในการใช้ชีวิตมากขึ้น

    บางคนนึกถึงพระพุทธเจ้า บางคนพระเยซู คือให้นึกถึงและเชื่อมโยงไปยังสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าเรา แล้วเราจะมีพลัง

    ทั้งหมด 6 ข้อนี้ ต่อให้เราทำครบก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะโชคดี ดังนั้น ขั้นตอนต่อไปเราจะต้อง “เปิดประตูให้โชคเข้ามา”

    1. #คบกัลยาณมิตร 🤝

    สำคัญมาก! คนรอบตัวส่งผลต่อชีวิตโดยตรง ทั้งนิสัย วิธีคิด และคุณภาพชีวิต ถ้าอยู่กับคนคิดลบ ชีวิตก็จะดูดซับสิ่งนั้นเข้าไปโดยไม่รู้ตัว

    เราอยู่กับคนนินทา ไม่มากก็น้อยเราจะกลายเป็นคนขี้นินทาตามเพื่อนไปด้วย เราอยู่กับคนสวย ไม่มากก็น้อยเราก็จะอยากสวยตามไปด้วย

    สั้นๆ คือ คนรอบตัวที่เราใช้เวลาด้วยมากที่สุด มีอิทธิพลต่อชีวิตเราจริงๆ

    1. #พาตัวเองไปเจอสิ่งใหม่ ๆ 🌏

    ถ้าใช้ชีวิตแบบเดิมทุกวัน โอกาสใหม่ก็ไม่เกิด ต้องกล้าเจอคนใหม่ สถานที่ใหม่ วงสนทนาใหม่ เพราะจุดเปลี่ยนชีวิตมักมาจาก “เหตุการณ์เล็ก ๆ ที่ไม่คาดคิด”

    1. #ทำให้ชีวิตคนอื่นสะดวก

    คนที่เอื้อเฟื้อ อลุ่มอล่วย และช่วยให้คนอื่นใช้ชีวิตง่ายขึ้น จะมีเสน่ห์และได้รับแรงสนับสนุนจากคนรอบตัวมากกว่า

    อันนี้ให้ลองนึกถึงเวลาเราต้องประสานงานอะไรกับใคร และเราชอบที่จะเอื้ออำนวยความสะดวกให้กับผู้อื่น ชีวิตเราจะได้สิ่งนั้นกลับคืนมาด้วยเช่นกัน

    1. #ต้องเป็น “ผู้ให้” ❤️

    การแบ่งปัน ไม่ว่าจะเป็นเงิน เวลา ความรู้ หรือแรงกาย คือการเปิดทางให้โชคไหลกลับเข้ามา เพราะคนที่มีประโยชน์ต่อผู้อื่น มักได้รับการสนับสนุนมากกว่า

    อันนี้คือต้องสร้างคุณค่าให้กับผู้อื่นด้วย ถ้าไม่มีเงินก็เอาแรงไปช่วยผู้อื่น มันไม่จำเป็นจะต้องใช้เงินเสมอไปถึงจะช่วยผู้อื่นได้

    1. #ทำสิ่งที่ “เสี่ยงต่ำ แต่ผลตอบแทนสูง” 🎯

    เช่น กล้าทักหาคนเก่ง ขอสัมภาษณ์คนดัง ส่งผลงานประกวด หรือเข้าหาโอกาสใหญ่ แม้โอกาสสำเร็จไม่แน่นอน แต่ต้นทุนความเสียหายแทบไม่มี ถ้าสำเร็จชีวิตอาจเปลี่ยนทันที

    ยกตัวอย่างเช่นเราเปิดช่อง YouTube ยังไม่มีคนตามเลย แล้วเราอยากจะสัมภาษณ์คนดัง ซึ่งเราก็ไม่กล้าหรอก แต่ก็จะต้องลอง เพราะมันมีความเสี่ยงต่ำมากกกก

    ถ้าเค้าไม่มา เต็มที่ก็หน้าแตก เขินไปสักแป๊บเดี๋ยวเราก็ลืม แต่ถ้าบังเอิญเขารับนัดมาออกช่องเราล่ะ?!

    เราชอบผู้ชายหล่อรวย และเราคิดว่าเค้าคงไม่มาชอบผู้หญิงอย่างเราหรอก ก็ลองดูสิ ถ้าเราจีบเค้าหรือทำทุกอย่างแล้วเค้าไม่ชอบก็ไม่เป็นไร ก็แค่เปลี่ยนเป้าหมาย แต่ต้องลอง เพราะความเสี่ยงต่ำมากกกก 😆

    ถ้าเกิดเค้าดันตกหลุมรักเราขึ้นมาจริงๆ ล่ะ?!

    หูยยย… ไม่อยากจะคิด 😂

    1. #คำพูดคือ “ตัวขยายโชคชะตา”

    สิ่งที่เราพูดกับตัวเองและคนอื่น จะย้อนกลับมาหาเรา คนที่บ่น ด่าตัวเอง หรือดูถูกคนอื่นตลอด จะดึงดูดพลังลบเข้าสู่ชีวิต

    ในทางกลับกัน คนที่ชื่นชม ให้กำลังใจ และพูดสร้างสรรค์ จะดึงดูดสิ่งดี ๆ เข้ามา 🌱

    #ขมวดยับ

    ชอบข้อ 11 มากๆ เลย
    “เสี่ยงต่ำ แต่ผลตอบแทนสูง”

    อาจจะต้องหาประสบการณ์จากข้อนี้สักหน่อย เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วเราชอบทำแต่อะไรที่เสี่ยงสูง แล้วคาดหวังผลตอบแทนสูง

    อะไรที่ทำแล้วเผื่อลุ้น เผื่อว่า เผื่อจะแอดแทบจะตัดออกจากสมการชีวิตเพราะคิดว่าไม่น่าได้มั้ง   

    อดนึกถึงตอนเป็นเซล สกิลนี้ฝังหนึบมาก 

    ทุกอย่าง “เป็นไปได้” 

    ยอมรับว่าหลังกลับมาทำงานประจำเต็มเวลา 

    คำว่าทุกอย่างเป็นไปได้ น้ำหมึกมันจางลง 

    คลิปนี้กระตุ้นความรู้สึกเหล่านั้นกลับมา และรู้สึกว่าเชื่อมต่อความรู้สึกนั้นได้ไว และพอจะมองภาพออก  

    ตอนที่เราเป็นเซลล์ คือโทรแหลกลาญ หาลูกค้าทางโทรศัพท์ 📞 

    ความเสี่ยงมันต่ำมาก เต็มที่เค้าก็แค่ปฏิเสธ แรกๆ หน้าชา หลังๆ หน้าด้าน

    แต่ถ้ามีสักหนึ่งรายที่ไม่ปฏิเสธเราล่ะ และถ้าเป็นลูกค้ารายใหญ่ล่ะ

    อีกข้อที่ฟังไปขำไปก็คือ พี่พศินเปรียบเทียบเรื่องผู้ชายจีบผู้หญิง แล้วก็ผู้หญิงจีบผู้ชาย 😂 จะว่าไปแล้ว แนวคิดนี้ก็น่าสนใจไม่เบานะ 😆

    ทั้งหมดนี้คือเรื่องของโชค

    ซึ่งไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นดอกผลของบางอย่างที่คนส่วนใหญ่มองไม่เห็น

    ถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้
    แอดขอให้คุณมีแต่โชคดีเข้ามาในชีวิตนะ ❤️

  • FOGO: กลัวโลกความเป็นจริงและโซเชียลมีเดีย

    FOGO: กลัวโลกความเป็นจริงและโซเชียลมีเดีย

    ‘FOGO’ อาการกลัวโลกความเป็นจริง

    เมื่อคอมฟอร์ตโซนค่อย ๆ ขยายตัว…โดยที่เราไม่ทันสังเกต

    หลายคนอาจเคยรู้สึกแบบเดียวกัน

    การออกไปเจอโลกความเป็นจริงมันชวนเหนื่อย

    จนอยากจะซุกใต้หมอน 24/7

    ในขณะที่โลกเสมือน โลกออนไลน์ หรือหน้าจอสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ

    กลับให้ความรู้สึกปลอดภัยกว่า

    เพราะเราเป็นตัวของตัวเองได้

    ไม่ต้องเผชิญสายตา ไม่ต้องรับแรงกดดันแบบตรง ๆ

    ที่สำคัญจะถอยตอนไหนก็ได้แค่ปิดหน้าจอ

    แต่ความรู้สึกปลอดภัยที่เราทำซ้ำจนกลายเป็นนิสัย

    อาจกำลังทำให้ “ความกลัว” ค่อย ๆ ตัวใหญ่ขึ้น

    ในแบบที่เราไม่รู้ตัวเลย😱

    ในงานประชุม World Economic Forum ปี 2026

    มีมุมหนึ่งที่พูดถึงปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่ชื่อว่า

    FOGO (Fear of Going Out)

    หรือ “ความกลัวการออกไปใช้ชีวิตนอกบ้าน”

    อาการนี้พบได้ชัดในคนรุ่นใหม่

    โดยเฉพาะกลุ่มที่เริ่มไม่อยากออกไปเผชิญโลกจริง

    ไม่คุ้นชินกับสภาพแวดล้อมภายนอก

    แต่กลับรู้สึกอุ่นใจกับการได้เป็นตัวเองอยู่หลังจอสมาร์ทโฟน

    คำถามคือ

    อาการแบบนี้มันเริ่มขึ้นตอนไหน

    และทำไมมันยังไม่หายไป

    แอดไปค้นข้อมูลเพิ่มเติมมา

    คำว่า FOGO ถูกพูดถึงครั้งแรกในช่วงปี 2020

    ในช่วงโควิด-19 โดย Jodie Cook นักเขียนของ Forbes

    เพื่ออธิบายพฤติกรรมใหม่ของผู้คนในตอนนั้น

    ที่เริ่มไม่อยากออกจากบ้าน

    มันถูกตั้งชื่อให้ล้อกับคำว่า FOMO

    ที่หลายคนคุ้นเคย เวลาลงทุน

    จาก FOMO หรือ “กลัวตกกระแส”

    กลายเป็น FOGO “กลัวการออกไปข้างนอก”

    คำถามคือวันนี้โควิดผ่านไปแล้ว

    แต่ FOGO มันดันยังอยู่กับเรา

    เพราะสิ่งที่เปลี่ยนไปจริง ๆ ไม่ใช่แค่สถานการณ์

    แต่คือ “พฤติกรรมของมนุษย์”

    พอเราไม่ได้พบปะกับคนนานเข้า

    ทักษะการเข้าสังคมเราก็ดรอปลง

    ไม่ต่างกับกล้ามเนื้อที่ไม่ได้ใช้งาน

    หลายคนค้นพบว่าการอยู่บ้านมันสบาย

    และการออกไปเผชิญสถานการณ์ทางสังคม

    กลับกลายเป็นเรื่องที่น่าหวั่นใจมากกว่าเดิม

    ในบางกรณี อาการ FOGO

    อาจพัฒนาไปสู่ภาวะกลัวที่ชุมชน (Agoraphobia)

    กลัวที่ที่ไม่คุ้นเคย กลัวหนีออมาได้ยาก

    การไม่ออกไปข้างนอก

    จึงกลายเป็นวิธีป้องกันตัวเอง

    จากความตื่นตระหนกโดยไม่รู้ตัว

    แต่แอดว่าอีกปัจจัยสำคัญกว่าคือเทคโนโลยี

    ตอนโควิด ถูกกักตัวเราทำทุกอย่างผ่าหนน้าจอ

    ทำงาน ประชุม เรียน ซื้อของ สื่อสาร

    ทุกอย่างรวมอยู่ในมือถือเครื่องเดียว

    “เหตุผลที่ต้องออกไปข้างนอก” จึงค่อย ๆ ลดความจำเป็นลง

    และนั่นคือจุดที่คอมฟอร์ตโซนเริ่มขยายอย่างเงียบ ๆ

    และทุกวันนี้ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับโควิดเลย

    แต่สมาร์ทโฟนเป็นปัจจัยที่ห้า

    ขาดมัน เหมือนขาดใจ

    แต่เอาล่ะ ถ้าเริ่มรู้ตัวว่าตัวเองกำลังกลัวโลกจริง

    สิ่งสำคัญไม่ใช่การฝืน

    แต่คือการค่อย ๆ รับมือกับมัน

    เริ่มจากการยอมรับความรู้สึกก่อน

    ความอึดอัด ความกังวล หรือความเหนื่อยล้า

    ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ

    ลองเขียนสิ่งที่กลัวออกมา

    แล้วตั้งคำถามกับมันตรง ๆ

    ว่ามันมีโอกาสเกิดขึ้นจริงแค่ไหน

    ใช้จินตนาการเชิงบวก

    ลองเห็นภาพตัวเองกำลังยิ้ม

    กำลังรู้สึกโล่งใจ เมื่อได้ออกไปข้างนอก

    ดูแลร่างกายให้ช่วยพยุงใจ

    ฝึกหายใจลึก ๆ

    ออกกำลังกาย

    กินอาหารดี ๆ

    เพราะร่างกายที่ตึงเครียด

    จะยิ่งทำให้ความกลัวตัวใหญ่ขึ้น

    และที่สำคัญ

    ไม่ต้องรีบกลับไปใช้ชีวิตเต็มรูปแบบ

    คุณไม่จำเป็นต้องเริ่มจากสถานที่คนเยอะ

    แค่เดินเล่นแถวบ้าน

    แวะร้านกาแฟเงียบ ๆ

    หรือเจอเพื่อนสนิทกลุ่มเล็ก ๆ ก็พอ

    บางที ความกล้า

    อาจไม่ใช่การวิ่งออกไปเผชิญโลกในทันที

    แต่คือการยอมก้าวออกจากคอมฟอร์ตโซน

    ทีละนิดในจังหวะของตัวเอง

    วันนี้แอดจะไปร้านกาแฟละนะ ^^

    #แอดมินช่า

  • การออกกำลังกายสมอง: เทคนิคง่ายๆ ที่คุณทำได้

    การออกกำลังกายสมอง: เทคนิคง่ายๆ ที่คุณทำได้

    สมัยก่อนมนุษย์เดินทางด้วยเท้า ก็ได้ออกกำลังกายไปในตัว

    ต่อมามีรถม้า ม้าก็เดินเยอะกว่าคน

    ต่อมามีรถยนต์ คนแทบจะเป็นง่อย ขยับแค่มือ ใช้สมาธิขับรถ แต่ด้านกายภาพมันไม่เหมือนเดิมแล้ว

    คนก็เลยหันมาวิ่ง เตะฟุตบอล โยคะ ทำอะไรสักอย่างให้ได้ขยับแข้งขยับขา

    ชัดมากคือมนุษย์เงินเดือน

    เข้าร้านนวดบ่า ไหล่ คอ

    หนักกว่านั้นก็ทำกายภาพบำบัดกันไปเลย (แอดลองมาแล้ว)

    นี่เรามาถึงยุคที่นั่งอยู่กับที่ ใช้กล้ามเนื้อบางส่วน

    อีกส่วนค่อย ๆ ลีบลง อ่อนเปลี้ย เพลียแรง

    แต่วันนี้เรามาถึงยุค AI

    ยุคที่มันถอดสมองมนุษย์ไปเลียนแบบ

    มันทำงานในส่วนที่เราเคยใช้สมอง

    ไม่มากก็น้อย สมองเราก็ใช้งานน้อยลง

    เพราะมันเกิดมาเพื่อแทนสมอง

    บางครั้งเรียกมันว่า “สมองที่สองของมนุษย์”

    บ่อยครั้งเราทึ่ง

    แอดเองก็ทึ่ง

    มันมีระบบ มีระเบียบ การเรียบเรียงที่ดีกว่ามนุษย์ทำเองเสียอีก

    มันคงถอดสมองของมนุษย์เก่ง ๆ มานั่นแหละ

    แต่การพึ่งพา AI มากเกินไป

    จนสมองไม่ค่อยได้คิด คำนวณ หรือจดจำ

    มันอาจทำให้สมองขาดการกระตุ้นได้

    🚨วันนี้เลยลองค้นหาวิธี ให้เราได้ออกกำลังกายสมองกัน

    1. งดใช้แป้นพิมพ์บ้าง ลองเปลี่ยนจากการพิมพ์มาเป็นการจดบันทึกด้วยลายมือ เพื่อรื้อฟื้นความจำและทักษะที่ไม่ค่อยได้ใช้งาน

    ✍️ข้อนี้แอดฝึกอยู่ ผ่านการจดบันทึก เพราะด้วยงานต้องใช้แป้นพิมพ์ช่วย ไม่งั้นไม่ทันกิน หนักกว่าพิพม์คือพูดเอาให้เอไอพิมพ์ให้ อาศัยมาฝึกความจำผ่านการจดบันทึกประจำวัน

    2. ทดสอบความจำด้วยลิสต์สิ่งของ ลองเขียนลิสต์รายการสิ่งของที่ต้องซื้อหรือสิ่งที่ต้องทำ อ่านและจำไว้ในใจ จากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมงแล้วลองพยายามเขียนรายการนั้นออกมาใหม่โดยไม่ดู จะช่วยพัฒนาระบบความจำให้แม่นยำขึ้น

    3. วาดแผนที่จากความจำ เมื่อเดินทางไปสถานที่ใหม่ๆ ลองพยายามระลึกเส้นทางและวาดแผนที่ พร้อมระบุจุดสังเกตต่างๆ ตามรายทางเพื่อฝึกการจดจำมิติสัมพันธ์

    4. เรียนรู้ภาษาต่างประเทศ มีงานวิจัยยืนยันว่าการเรียนรู้ภาษาที่สองช่วยชะลอความชราและภาวะความเสื่อมของสมองได้

    🤣ข้อนี้ ฝึกๆ หยุดๆ ตามอารมณ์

    5. เล่น Board Games พวกนี้จะช่วยกระตุ้นสมองส่วนการคิดวิเคราะห์ การใช้เหตุผลเชิงตรรกะ การแก้ปัญหา การวางแผน และเสริมความจำใช้งาน

    6. ทำอาหารเมนูใหม่หรือเล่นดนตรี กิจกรรมเหล่านี้ต้องใช้ประสาทสัมผัสหลายส่วนทำงานประสานกันทั้ง ตา หู จมูก การเคลื่อนไหว ซึ่งดีต่อการประมวลผลของสมอง

    7. ฝึกจำด้วยภาพ เป็นเทคนิคการจำโดยนำข้อมูลที่ต้องการจำ ไปผูกเรื่องราวไว้กับสถานที่หรือเฟอร์นิเจอร์ในบ้านที่คุณคุ้นเคย จะช่วยให้สมองจดจำข้อมูลใหม่ๆ ได้แม่นยำและรวดเร็วขึ้น

    (อันนี้ดีนะ “จำโดยผูกเรื่องราว” แอดผูกเรื่องจำชื่อน้องฝึกงานว่า เกิดราศีมีน เจอหน้าปุ๊ปจำได้เลย แต่ก่อนจำไม่ได้เพราะหาความสอดคล้องกับ มีน ไม่ได้)

    8. เล่นเกมต่อคำในใจ ลองนึกคำศัพท์ขึ้นมา แล้วหาคำอื่นที่มีพยัญชนะต้นหรือตัวสะกดเหมือนกันมาต่อยอดไปเรื่อยๆ เพื่อกระตุ้นการดึงข้อมูลจากสมอง

    😅หืมม เล่นคนเดียวก็ได้เหรอ เดี๋ยวลองบ้าง 55

    9. ขยับมือสลับข้าง ทำท่าบริหารง่ายๆ เพื่อกระตุ้นให้สมองซีกซ้ายและขวาทำงานประสานกัน เช่น ท่าจีบ-L (มือซ้ายจีบ มือขวาทำรูปตัว L แล้วทำสลับกัน) ท่าโป้ง-ก้อย (มือซ้ายชูนิ้วโป้ง มือขวาชูนิ้วก้อย แล้วสลับกัน) หรือ ท่าจับหูสลับจับจมูก

    😂อ่อ รู้ละ ทำไมบริษัทเอาเกมนี้มาเล่น และฉันคือทำไม่ทัน สมองซีกซ้ายและขวามันตีกัน งื๊อ

    10. นอนหลับให้เพียงพอ 7-9 ชั่วโมง การนอนหลับลึกเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สมองจะนำข้อมูลใหม่ๆ มาจัดระบบและเก็บเป็นความทรงจำระยะยาว หากอดนอนจะทำให้ความสามารถในการให้ความสนใจและการแก้ปัญหาลดลง

    ข้อนี้ยากอะ ท้อแท้🥹

    11. ออกกำลังกาย เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ การยกน้ำหนัก โยคะ ไทเก็ก มันจะช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือด ส่งเสริมการสร้างเซลล์ประสาทใหม่ และเสริมความจำ

    12. รับประทานอาหารบำรุงสมอง เน้นอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน (ข้าวกล้อง ธัญพืช) โปรตีนที่มีโอเมก้า 3 (ปลาทะเล ปลาน้ำจืด) ไข่ (มีโคลีนช่วยสร้างสารสื่อประสาทด้านความจำ) และวิตามินบีต่างๆ เพื่อช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ประสาท

    13. ฝึกการเจริญสติ การฝึกสมาธิและจดจ่ออยู่กับปัจจุบันช่วยพัฒนาการควบคุมอารมณ์ และเพิ่มความสามารถในการใส่ใจ

    มีใครทำข้อไหนอยู่บ้าง หรือมีวิธีไหนเพิ่มเติม มาบอกกันหน่อย เผื่อไปลองทำ

    #แอดมินช่า😊