Category: Thoughts

บทความที่ตั้งคำถามกับโลก เศรษฐกิจ และวิธีที่เราใช้ชีวิต

  • FOGO: กลัวโลกความเป็นจริงและโซเชียลมีเดีย

    FOGO: กลัวโลกความเป็นจริงและโซเชียลมีเดีย

    ‘FOGO’ อาการกลัวโลกความเป็นจริง

    เมื่อคอมฟอร์ตโซนค่อย ๆ ขยายตัว…โดยที่เราไม่ทันสังเกต

    หลายคนอาจเคยรู้สึกแบบเดียวกัน

    การออกไปเจอโลกความเป็นจริงมันชวนเหนื่อย

    จนอยากจะซุกใต้หมอน 24/7

    ในขณะที่โลกเสมือน โลกออนไลน์ หรือหน้าจอสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ

    กลับให้ความรู้สึกปลอดภัยกว่า

    เพราะเราเป็นตัวของตัวเองได้

    ไม่ต้องเผชิญสายตา ไม่ต้องรับแรงกดดันแบบตรง ๆ

    ที่สำคัญจะถอยตอนไหนก็ได้แค่ปิดหน้าจอ

    แต่ความรู้สึกปลอดภัยที่เราทำซ้ำจนกลายเป็นนิสัย

    อาจกำลังทำให้ “ความกลัว” ค่อย ๆ ตัวใหญ่ขึ้น

    ในแบบที่เราไม่รู้ตัวเลย😱

    ในงานประชุม World Economic Forum ปี 2026

    มีมุมหนึ่งที่พูดถึงปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่ชื่อว่า

    FOGO (Fear of Going Out)

    หรือ “ความกลัวการออกไปใช้ชีวิตนอกบ้าน”

    อาการนี้พบได้ชัดในคนรุ่นใหม่

    โดยเฉพาะกลุ่มที่เริ่มไม่อยากออกไปเผชิญโลกจริง

    ไม่คุ้นชินกับสภาพแวดล้อมภายนอก

    แต่กลับรู้สึกอุ่นใจกับการได้เป็นตัวเองอยู่หลังจอสมาร์ทโฟน

    คำถามคือ

    อาการแบบนี้มันเริ่มขึ้นตอนไหน

    และทำไมมันยังไม่หายไป

    แอดไปค้นข้อมูลเพิ่มเติมมา

    คำว่า FOGO ถูกพูดถึงครั้งแรกในช่วงปี 2020

    ในช่วงโควิด-19 โดย Jodie Cook นักเขียนของ Forbes

    เพื่ออธิบายพฤติกรรมใหม่ของผู้คนในตอนนั้น

    ที่เริ่มไม่อยากออกจากบ้าน

    มันถูกตั้งชื่อให้ล้อกับคำว่า FOMO

    ที่หลายคนคุ้นเคย เวลาลงทุน

    จาก FOMO หรือ “กลัวตกกระแส”

    กลายเป็น FOGO “กลัวการออกไปข้างนอก”

    คำถามคือวันนี้โควิดผ่านไปแล้ว

    แต่ FOGO มันดันยังอยู่กับเรา

    เพราะสิ่งที่เปลี่ยนไปจริง ๆ ไม่ใช่แค่สถานการณ์

    แต่คือ “พฤติกรรมของมนุษย์”

    พอเราไม่ได้พบปะกับคนนานเข้า

    ทักษะการเข้าสังคมเราก็ดรอปลง

    ไม่ต่างกับกล้ามเนื้อที่ไม่ได้ใช้งาน

    หลายคนค้นพบว่าการอยู่บ้านมันสบาย

    และการออกไปเผชิญสถานการณ์ทางสังคม

    กลับกลายเป็นเรื่องที่น่าหวั่นใจมากกว่าเดิม

    ในบางกรณี อาการ FOGO

    อาจพัฒนาไปสู่ภาวะกลัวที่ชุมชน (Agoraphobia)

    กลัวที่ที่ไม่คุ้นเคย กลัวหนีออมาได้ยาก

    การไม่ออกไปข้างนอก

    จึงกลายเป็นวิธีป้องกันตัวเอง

    จากความตื่นตระหนกโดยไม่รู้ตัว

    แต่แอดว่าอีกปัจจัยสำคัญกว่าคือเทคโนโลยี

    ตอนโควิด ถูกกักตัวเราทำทุกอย่างผ่าหนน้าจอ

    ทำงาน ประชุม เรียน ซื้อของ สื่อสาร

    ทุกอย่างรวมอยู่ในมือถือเครื่องเดียว

    “เหตุผลที่ต้องออกไปข้างนอก” จึงค่อย ๆ ลดความจำเป็นลง

    และนั่นคือจุดที่คอมฟอร์ตโซนเริ่มขยายอย่างเงียบ ๆ

    และทุกวันนี้ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับโควิดเลย

    แต่สมาร์ทโฟนเป็นปัจจัยที่ห้า

    ขาดมัน เหมือนขาดใจ

    แต่เอาล่ะ ถ้าเริ่มรู้ตัวว่าตัวเองกำลังกลัวโลกจริง

    สิ่งสำคัญไม่ใช่การฝืน

    แต่คือการค่อย ๆ รับมือกับมัน

    เริ่มจากการยอมรับความรู้สึกก่อน

    ความอึดอัด ความกังวล หรือความเหนื่อยล้า

    ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ

    ลองเขียนสิ่งที่กลัวออกมา

    แล้วตั้งคำถามกับมันตรง ๆ

    ว่ามันมีโอกาสเกิดขึ้นจริงแค่ไหน

    ใช้จินตนาการเชิงบวก

    ลองเห็นภาพตัวเองกำลังยิ้ม

    กำลังรู้สึกโล่งใจ เมื่อได้ออกไปข้างนอก

    ดูแลร่างกายให้ช่วยพยุงใจ

    ฝึกหายใจลึก ๆ

    ออกกำลังกาย

    กินอาหารดี ๆ

    เพราะร่างกายที่ตึงเครียด

    จะยิ่งทำให้ความกลัวตัวใหญ่ขึ้น

    และที่สำคัญ

    ไม่ต้องรีบกลับไปใช้ชีวิตเต็มรูปแบบ

    คุณไม่จำเป็นต้องเริ่มจากสถานที่คนเยอะ

    แค่เดินเล่นแถวบ้าน

    แวะร้านกาแฟเงียบ ๆ

    หรือเจอเพื่อนสนิทกลุ่มเล็ก ๆ ก็พอ

    บางที ความกล้า

    อาจไม่ใช่การวิ่งออกไปเผชิญโลกในทันที

    แต่คือการยอมก้าวออกจากคอมฟอร์ตโซน

    ทีละนิดในจังหวะของตัวเอง

    วันนี้แอดจะไปร้านกาแฟละนะ ^^

    #แอดมินช่า

  • การออกกำลังกายสมอง: เทคนิคง่ายๆ ที่คุณทำได้

    การออกกำลังกายสมอง: เทคนิคง่ายๆ ที่คุณทำได้

    สมัยก่อนมนุษย์เดินทางด้วยเท้า ก็ได้ออกกำลังกายไปในตัว

    ต่อมามีรถม้า ม้าก็เดินเยอะกว่าคน

    ต่อมามีรถยนต์ คนแทบจะเป็นง่อย ขยับแค่มือ ใช้สมาธิขับรถ แต่ด้านกายภาพมันไม่เหมือนเดิมแล้ว

    คนก็เลยหันมาวิ่ง เตะฟุตบอล โยคะ ทำอะไรสักอย่างให้ได้ขยับแข้งขยับขา

    ชัดมากคือมนุษย์เงินเดือน

    เข้าร้านนวดบ่า ไหล่ คอ

    หนักกว่านั้นก็ทำกายภาพบำบัดกันไปเลย (แอดลองมาแล้ว)

    นี่เรามาถึงยุคที่นั่งอยู่กับที่ ใช้กล้ามเนื้อบางส่วน

    อีกส่วนค่อย ๆ ลีบลง อ่อนเปลี้ย เพลียแรง

    แต่วันนี้เรามาถึงยุค AI

    ยุคที่มันถอดสมองมนุษย์ไปเลียนแบบ

    มันทำงานในส่วนที่เราเคยใช้สมอง

    ไม่มากก็น้อย สมองเราก็ใช้งานน้อยลง

    เพราะมันเกิดมาเพื่อแทนสมอง

    บางครั้งเรียกมันว่า “สมองที่สองของมนุษย์”

    บ่อยครั้งเราทึ่ง

    แอดเองก็ทึ่ง

    มันมีระบบ มีระเบียบ การเรียบเรียงที่ดีกว่ามนุษย์ทำเองเสียอีก

    มันคงถอดสมองของมนุษย์เก่ง ๆ มานั่นแหละ

    แต่การพึ่งพา AI มากเกินไป

    จนสมองไม่ค่อยได้คิด คำนวณ หรือจดจำ

    มันอาจทำให้สมองขาดการกระตุ้นได้

    🚨วันนี้เลยลองค้นหาวิธี ให้เราได้ออกกำลังกายสมองกัน

    1. งดใช้แป้นพิมพ์บ้าง ลองเปลี่ยนจากการพิมพ์มาเป็นการจดบันทึกด้วยลายมือ เพื่อรื้อฟื้นความจำและทักษะที่ไม่ค่อยได้ใช้งาน

    ✍️ข้อนี้แอดฝึกอยู่ ผ่านการจดบันทึก เพราะด้วยงานต้องใช้แป้นพิมพ์ช่วย ไม่งั้นไม่ทันกิน หนักกว่าพิพม์คือพูดเอาให้เอไอพิมพ์ให้ อาศัยมาฝึกความจำผ่านการจดบันทึกประจำวัน

    2. ทดสอบความจำด้วยลิสต์สิ่งของ ลองเขียนลิสต์รายการสิ่งของที่ต้องซื้อหรือสิ่งที่ต้องทำ อ่านและจำไว้ในใจ จากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมงแล้วลองพยายามเขียนรายการนั้นออกมาใหม่โดยไม่ดู จะช่วยพัฒนาระบบความจำให้แม่นยำขึ้น

    3. วาดแผนที่จากความจำ เมื่อเดินทางไปสถานที่ใหม่ๆ ลองพยายามระลึกเส้นทางและวาดแผนที่ พร้อมระบุจุดสังเกตต่างๆ ตามรายทางเพื่อฝึกการจดจำมิติสัมพันธ์

    4. เรียนรู้ภาษาต่างประเทศ มีงานวิจัยยืนยันว่าการเรียนรู้ภาษาที่สองช่วยชะลอความชราและภาวะความเสื่อมของสมองได้

    🤣ข้อนี้ ฝึกๆ หยุดๆ ตามอารมณ์

    5. เล่น Board Games พวกนี้จะช่วยกระตุ้นสมองส่วนการคิดวิเคราะห์ การใช้เหตุผลเชิงตรรกะ การแก้ปัญหา การวางแผน และเสริมความจำใช้งาน

    6. ทำอาหารเมนูใหม่หรือเล่นดนตรี กิจกรรมเหล่านี้ต้องใช้ประสาทสัมผัสหลายส่วนทำงานประสานกันทั้ง ตา หู จมูก การเคลื่อนไหว ซึ่งดีต่อการประมวลผลของสมอง

    7. ฝึกจำด้วยภาพ เป็นเทคนิคการจำโดยนำข้อมูลที่ต้องการจำ ไปผูกเรื่องราวไว้กับสถานที่หรือเฟอร์นิเจอร์ในบ้านที่คุณคุ้นเคย จะช่วยให้สมองจดจำข้อมูลใหม่ๆ ได้แม่นยำและรวดเร็วขึ้น

    (อันนี้ดีนะ “จำโดยผูกเรื่องราว” แอดผูกเรื่องจำชื่อน้องฝึกงานว่า เกิดราศีมีน เจอหน้าปุ๊ปจำได้เลย แต่ก่อนจำไม่ได้เพราะหาความสอดคล้องกับ มีน ไม่ได้)

    8. เล่นเกมต่อคำในใจ ลองนึกคำศัพท์ขึ้นมา แล้วหาคำอื่นที่มีพยัญชนะต้นหรือตัวสะกดเหมือนกันมาต่อยอดไปเรื่อยๆ เพื่อกระตุ้นการดึงข้อมูลจากสมอง

    😅หืมม เล่นคนเดียวก็ได้เหรอ เดี๋ยวลองบ้าง 55

    9. ขยับมือสลับข้าง ทำท่าบริหารง่ายๆ เพื่อกระตุ้นให้สมองซีกซ้ายและขวาทำงานประสานกัน เช่น ท่าจีบ-L (มือซ้ายจีบ มือขวาทำรูปตัว L แล้วทำสลับกัน) ท่าโป้ง-ก้อย (มือซ้ายชูนิ้วโป้ง มือขวาชูนิ้วก้อย แล้วสลับกัน) หรือ ท่าจับหูสลับจับจมูก

    😂อ่อ รู้ละ ทำไมบริษัทเอาเกมนี้มาเล่น และฉันคือทำไม่ทัน สมองซีกซ้ายและขวามันตีกัน งื๊อ

    10. นอนหลับให้เพียงพอ 7-9 ชั่วโมง การนอนหลับลึกเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สมองจะนำข้อมูลใหม่ๆ มาจัดระบบและเก็บเป็นความทรงจำระยะยาว หากอดนอนจะทำให้ความสามารถในการให้ความสนใจและการแก้ปัญหาลดลง

    ข้อนี้ยากอะ ท้อแท้🥹

    11. ออกกำลังกาย เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ การยกน้ำหนัก โยคะ ไทเก็ก มันจะช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือด ส่งเสริมการสร้างเซลล์ประสาทใหม่ และเสริมความจำ

    12. รับประทานอาหารบำรุงสมอง เน้นอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน (ข้าวกล้อง ธัญพืช) โปรตีนที่มีโอเมก้า 3 (ปลาทะเล ปลาน้ำจืด) ไข่ (มีโคลีนช่วยสร้างสารสื่อประสาทด้านความจำ) และวิตามินบีต่างๆ เพื่อช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ประสาท

    13. ฝึกการเจริญสติ การฝึกสมาธิและจดจ่ออยู่กับปัจจุบันช่วยพัฒนาการควบคุมอารมณ์ และเพิ่มความสามารถในการใส่ใจ

    มีใครทำข้อไหนอยู่บ้าง หรือมีวิธีไหนเพิ่มเติม มาบอกกันหน่อย เผื่อไปลองทำ

    #แอดมินช่า😊