ขมวดสั้นๆ
- ตลอดเกือบ 10 ปี คุณท๊อป จิรายุส เปลี่ยนทั้งบุคลิก และนิยามความสำเร็จ จากการวิ่งหา Wealth มาให้ความสำคัญกับ Health
- บนเวที BetterTrade 2026 เขามองว่าเวลาของรายได้จากแรงงานเหลือราว 10 ปี ทางรอดคือเปลี่ยนจากฝั่ง Labor ไปเป็นเจ้าของทุน
- ไม่ต้องรอรวยก่อน ก็เริ่มสร้าง Health ได้ และ Health ที่ดีอาจเป็น Wealth ในตัวของมันเอง
ฉันจะเล่าให้ฟังว่าเห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรในตัวคุณท๊อป จิรายุส บ้าง ในช่วงเกือบทศวรรษที่ผ่านมา
คุณท๊อปในวันแรกๆ ที่ฉันตามฟัง
ช่วงแรกๆ ของการสร้างชื่อเสียง คุณท๊อปใช้เวลาในการพิสูจน์ตัวเองเยอะมาก ไปบรรยายไม่รู้กี่พันเวที สมัยนั้นฉันก็ตามทำข่าวอยู่บ่อยๆ จนถึงขั้นพูดกับคนใกล้ตัวขำๆ ว่า ฉันแทบจะบรรยายแทนได้แล้ว เพราะตามฟังบ่อยมากในยุคนั้น
ฉันจำได้แม้กระทั่งว่าชื่อเล่นของเขาต้องสะกดว่า “ท๊อป” ใช้ไม้ตรี ไม่ใช่ “ท็อป” เพราะเขาอยากเขียนให้เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง
มีอย่างหนึ่งที่เป็นภาพจำก็คือ ตอนนั้นคุณท๊อปเคยบอกว่า เขายังไม่ได้ร่ำรวยเหมือนวอร์เรน บัฟเฟตต์ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องรอให้อายุเยอะจนถึงวัยเกษียณ ถึงจะออกมาแบ่งปันอะไรกับคนอื่น
แน่นอนว่าถ้าเราเป็นผู้สูงวัย แถมยังเป็นมหาเศรษฐี พูดอะไรคนก็เชื่อ แต่ตอนที่เรายังไม่ประสบความสำเร็จ คนก็อาจจะไม่ได้เชื่อเราหรอก ถึงอย่างนั้นเราก็อยากจะแบ่งปัน รู้อะไรใหม่ๆ ก็อยากแบ่งปัน อันนี้คือสิ่งที่คุณท๊อปสื่อสารอยู่บ่อยๆ ในช่วงนั้น
ฉันเองก็ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกันว่า ครั้งหนึ่งเราเคยได้ติดตามฟังบรรยายของชายคนหนึ่ง ที่ใช้เวลาไม่ถึง 10 ปี พลิกตัวเองจากชายหนุ่มธรรมดาที่เริ่มต้นจากไม่มีอะไรเลย ไม่มีออฟฟิศของตัวเองด้วยซ้ำ ต้องขอห้องที่บ้านมากั้นเป็นออฟฟิศ
ป.ล. แต่คำว่าเริ่มต้นจากไม่มีอะไรเลยก็อาจจะไม่ถูกทั้งหมดนะ เพราะพื้นฐานทางบ้านก็น่าจะมีฐานะอยู่พอสมควร ไม่อย่างนั้นคงส่งลูกไปเรียน Oxford ได้ไม่ง่ายนัก (🤣)
แต่วันนี้คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักเขาแล้ว
สิ่งที่เปลี่ยนไป ไม่ได้มีแค่บุคลิก
และเมื่อเขาประสบความสำเร็จและร่ำรวยขึ้น เราก็ไม่ได้เห็นชายหนุ่มเนิร์ดๆ ทรงผมแบบการ์ตูนญี่ปุ่นคนนั้นอีกแล้ว แต่ได้เห็นบุคลิกภาพใหม่ที่ผ่านการฝึกฝนและการโค้ชชิ่งมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการวางตัว การพูด และการสื่อสารบนเวที ซึ่งแตกต่างจากภาพของคุณท๊อปในวันแรกๆ ที่ฉันเคยติดตามอย่างเห็นได้ชัด
แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ได้มีแค่บุคลิกภาพภายนอก เพราะสิ่งที่เขาพูดบนเวทีในวันนี้ ก็เป็นอีกเรื่องที่ไม่คิดว่าจะได้ยินจากเขาเร็วขนาดนี้ นั่นก็คือ เขารู้สึกชินชาและไม่ได้ตื่นเต้นแล้วกับการวิ่งตามหาความสำเร็จในนิยามแบบเดิมๆ เพราะไม่ว่าจะไปถึงจุดไหน ก็ยังมีเป้าหมายใหม่ให้ต้องปีนขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด
พร้อมกับตีแผ่ประสบการณ์ตรงของตัวเองในแทบทุกเรื่อง แม้แต่เรื่องราวดราม่าต่างๆ ก็ถูกรวมอยู่ในนั้น ผ่านวิธีการเล่าในแบบของเขาเอง ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตในเพนต์เฮาส์ราคาแพง การศึกษาที่ต้องไปให้สุดทาง หรือการพาธุรกิจไปสู่เวทีระดับโลก
อย่างเช่น เขาหมายตาไว้ว่าอยากเข้า Oxford ให้ได้ แล้วเขาก็ทำได้จริงๆ กว่าจะเรียนจบก็รากเลือด เพราะมันเรียนยากมากๆ พอมาเป็นผู้ประกอบการ เขาก็ยังอยากไปต่อ จึงไปเรียนที่ Harvard
แถมยังพาบริษัท Bitkub โกอินเตอร์ไปงาน World Economic Forum ที่ดาวอส ถ้าจำไม่ผิดก็ไปมาประมาณ 3–4 ปีแล้ว แต่ละครั้งใช้เงินไม่ใช่น้อยๆ
จนเขาพูดตลกกับตัวเองว่า มากกว่านี้คงไปดาวอังคารแล้วมั้ง คือมันสุดทางแล้วในเรื่องของการหาเงิน และเขาก็ได้คำตอบว่าความสำเร็จที่แท้จริงควรเป็นเรื่องของ Health กับ Wealth
เพราะเมื่อไต่ไปจนสุดทางแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่กลับมีแต่ความรู้สึกว่างเปล่า…
ทำให้ตอนนี้เขาหันมาสนใจเรื่องสุขภาพ เพราะคนประสบความสำเร็จคือคนที่มีซิกแพคนะ เพราะมันเอาเงินซื้อไม่ได้ ต้องออกกำลังกาย ต้องใช้ความพยายามและความอดทน
แปลว่าผู้ชายคนนี้ใช้เวลาประมาณ 10 ปี สร้างตัวจนกลายเป็นเศรษฐีในวัย 30 กว่าๆ แต่วันนี้สิ่งที่เขามองหาไม่ใช่เงินแล้ว ไม่ใช่การซื้อรถหรูๆ หรืออยู่เพนต์เฮาส์แพงๆ เพราะเมื่อเคยอยู่แพงเท่านี้ ก็อยากจะอยู่แพงขึ้นไปอีก มันไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อไหร่
ก็รวยแล้วนี่นา!
เอาละ ฟังมาถึงตรงนี้ก็ต้องยอมรับว่าเป็นมุมมองที่ดีนะ และสิ่งที่เขาพูดก็มีเหตุผลอยู่ไม่น้อย
แต่ฉันก็อดขำๆ ไม่ได้ว่า เออ ก็รวยแล้วนี่นา! (🤣)
คือเขาเดินทางมาถึงจุดที่มีเงินมากพอจนการหาเงินเพิ่มไม่ได้สร้างความตื่นเต้นเหมือนเดิมอีกแล้ว ผ่านทั้งการสร้างธุรกิจ การซื้อของแพงๆ และการใช้ชีวิตในแบบที่คนจำนวนมากอาจทำได้แค่ฝัน พอไปถึงจุดนั้นก็เริ่มมองหาความสำเร็จในรูปแบบอื่น ซึ่งก็คือสุขภาพและคุณภาพชีวิต
มันก็ดูสมเหตุสมผลดีนะ และฉันก็ไม่ได้คิดว่าเขาผิดอะไร
เพียงแต่พอมองกลับมาที่ตัวเราเองและคนทั่วไป นี่เศร้าจริง 😅 มันก็อดคิดไม่ได้ว่า นี่อาจเป็นความทุกข์อีกแบบหนึ่งของคนรวยนะ เพราะไม่ใช่แค่ท๊อป จิรายุส แต่หลายคนที่ประสบความสำเร็จในด้าน Wealth จนถึงจุดหนึ่งแล้ว ก็มักจะเริ่มหันไปให้ความสำคัญกับ Health
ในขณะที่คนอีกจำนวนมากยังอยู่ในขั้นของการพยายามสร้าง Wealth ให้ตัวเองอยู่เลย ยังต้องหาเงินตั้งแต่ต้นเดือนกินยันสิ้นเดือน ยังต้องกังวลเรื่องปากท้อง เงินเก็บก็ยังไม่มี
ทุกคนรู้แหละว่าสุขภาพสำคัญ ใครๆ ก็อยากสุขภาพดี แต่ในวันที่ยังต้องดิ้นรนหาเงินให้เพียงพอกับการใช้ชีวิต การจะหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพอย่างเต็มที่เหมือนคนที่ไปถึงจุดนั้นแล้ว มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกัน
แต่อย่างไรก็ตาม ฉันกำลังคิดว่าถึงเราจะยังไม่ได้มี Wealth ขนาดนั้น แต่เราอาจจะทำให้ Health ของเราดีได้เหมือนกัน จากการใส่ใจสุขภาพ รู้จักออกกำลังกาย โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ร่ำรวยก่อน
“จริงๆ แล้วการมี Health ที่ดีก็อาจจะเป็น Wealth ในตัวของมันเองแล้วก็ได้”
สรุปสิ่งที่คุณท๊อปบรรยายบนเวที BetterTrade 2026
ด้านล่างนี้คือรายละเอียดที่คุณท๊อปบรรยายบนเวที อยากให้ทุกคนได้อ่าน เอามาฝากสำหรับคนที่ไม่ได้ไปร่วมงาน BetterTrade 2026 กับอะไรใหม่ๆ จากท๊อป ที่ไม่ได้มีแต่เรื่องบิตคอยน์อีกต่อไป
เวลาของ Labor Income เหลือราว 10 ปี
เขามองว่าเวลาของ Labor Income เหลือเพียงประมาณ 10 ปี! รายได้จากการใช้แรงงานทั้งกลุ่ม White-collar และ Blue-collar กำลังเข้าสู่การนับถอยหลัง
เพราะ AI Agents และหุ่นยนต์อัตโนมัติจะเข้ามาทำงานแทนมนุษย์ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่คิดค่าแรง ทำให้ต้นทุนส่วนเพิ่ม (Marginal Cost) ของบริการและการผลิตลดลงเกือบเป็นศูนย์
GDP ในอนาคต = จำนวนหุ่นยนต์ × Productivity
AI และหุ่นยนต์จะทำให้ Productivity เติบโตอย่างมหาศาล โดยนิยามของ GDP ในอนาคตจะเปลี่ยนเป็น “จำนวนหุ่นยนต์ × Productivity ต่อหุ่นยนต์” และข้อจำกัดหลักของประเทศจะไม่ใช่จำนวนประชากรหรือแรงงานอีกต่อไป แต่เป็นปริมาณพลังงาน (Energy)
จากฝั่ง Labor ไปเป็นเจ้าของทุน
เมื่อแรงงานคนถูกแทนที่ ผลกำไรและรายได้จะวิ่งไปสู่ผู้ที่เป็นเจ้าของระบบ เจ้าของเทคโนโลยี และนักลงทุน ดังนั้น การรอดชีวิตและสร้างความมั่งคั่งในอนาคต คือ “การเปลี่ยนจากฝั่ง Labor ไปเป็นเจ้าของทุน”
👉 มุมมองเรื่อง AI กับแรงงานจากอีกเวทีในงานเดียวกัน อ่านต่อได้ที่ AI กำลังแย่งงานเรา หรือกำลังปลดปล่อยเราจากการเป็นลูกจ้าง?
เกมอวดสถานะ จะเปลี่ยนเป็นเกมสุขภาพ
โลกจะเข้าสู่ยุคที่สินค้าและบริการมีล้นตลาด และราคาถูกลงมากจนทุกคนเข้าถึงได้ง่าย ของหรูหราจะถูกลงจนใครๆ ก็ครอบครองได้ การโชว์วัตถุจะหมดความโดดเด่นลง
เกมการอวดสถานะทางสังคมจะเปลี่ยนจากการโชว์สิ่งของ ไปเป็นการแข่งขันกันเรื่องสุขภาพและวินัย (Healthspan / Longevity / Six Pack) เพราะเป็นสิ่งที่ใช้เงินซื้อตรงๆ ไม่ได้ แต่ต้องใช้ความพยายามและวินัยเฉพาะตัว
ดังนั้น มันจะไม่ใช่ยุคของ “เกมราชสีห์” หรือการแข่งอวดร่ำอวดรวย เพราะนั่นจะทำให้เราติดกับดัก บางทีต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาซื้อ แต่ก็ได้แค่ความสุขในช่วงเวลาสั้นๆ จากนั้นเดี๋ยวก็ชินชา แล้วก็ต้องดิ้นรนหาของใหม่ไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด ทำให้ต้องแลกอิสรภาพในชีวิตไปกับภาระหนี้สิน
หลักคิดเพื่ออิสรภาพทางการเงินที่แท้จริง
- ทักษะการเงินต้องครบ 3 ด้าน: สร้างเงิน, รักษาเงิน และต่อยอดเงิน ซึ่งคนส่วนใหญ่ยังขาดทักษะสองอย่างหลัง
- Maximize Optionality, Minimize Dependency: เพิ่มทางเลือกให้ชีวิต และลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอกหรือความคิดเห็นของผู้อื่น
- Quality of Life มากกว่า Standard of Living: เลิกวิ่งตามการอัปเกรด Standard of Living ที่ไม่มีวันสิ้นสุด แต่หันมาเน้น Quality of Life ที่แท้จริง เช่น ชีวิตที่มีเวลา ไม่เครียด มีสุขภาพแข็งแรง
- มีสติและเก็บกระสุนลงทุน: ชะลอการซื้อของหรูหราที่ไม่จำเป็นในปัจจุบัน เพราะในอนาคตของเหล่านี้จะถูกลงมาก 😱 แล้วนำเงินไปลงทุนสะสมในฝั่ง Capital Income หรือกองทุนสร้างความมั่งคั่ง เพื่อสร้างรายได้ในระยะยาว
แล้วสุขภาพคุณ…
จะเปลี่ยนไป
(คุณท๊อปไม่ได้กล่าว 🤣)


ใส่ความเห็น