รีวิว “เปลี่ยนเลนเป็นเศรษฐี”: ทางเท้า เลนช้า หรือเลนด่วน?

รีวิว "เปลี่ยนเลนเป็นเศรษฐี": ทางเท้า เลนช้า หรือเลนด่วน?

ขมวดสั้นๆ

  • เส้นทางการเงินมี 3 แบบ คือ ทางเท้า (ใช้จ่ายเกินตัว) เลนช้า (งานประจำ ออมรอเกษียณ) และเลนด่วน (เป็นผู้ประกอบการ)
  • ธุรกิจเลนด่วนต้องผ่านบัญญัติ 5 ข้อ คือ ความต้องการ การเข้าถึง การควบคุม ขนาด และเวลา
  • จุดเริ่มที่ทำได้ทันที คือสังเกตการเปลี่ยนแปลงรอบตัว แล้วหาปัญหาที่คนยอมจ่ายเงินให้แก้

“เปลี่ยนเลนเป็นเศรษฐี” ไม่สนอายุ เชื้อชาติ ประสบการณ์ เพศ เกรด F ตอน ม.ต้น ไม่สนว่าจบ MBA จากฮาร์วาร์ดหรือเปล่า

ถ้าคุณเพิ่งมาเจอหนังสือเล่มนี้ตอนอายุมาก “จงอย่ากังวล!” (เพราะฉันก็เพิ่งได้อ่านมันตอน 40+ นี่แหละ) “เปลี่ยนเลนเป็นเศรษฐี” บอกว่าเห็นใจอดีตของคุณ ขอแค่คุณกล้า… (เห็นใจฉันบ้าง 🥹)

เอาจริง อ่านมาถึงตรงนี้ในใจก็แอบคิดว่า MLM หรือเปล่าเนี่ย 🤣

ที่มาของการกดสั่งซื้อหนังสือเล่มนี้ก็ชัดเจนตามหน้าปกนั่นแหละ ว่าอยากเป็นเศรษฐี แต่แค่อยากนะ ไม่ถึงขั้นจริงจัง “อยากใส่ใจ” ว่าทำไงถึงจะเปลี่ยนเลน 🥲

เอาน่ะ อย่างน้อยก็มีความรู้ติดตัวไว้หน่อย ดีกว่านั้นคือได้สปาร์กไอเดียเอาไปประยุกต์ เผื่อจะปูทางไปเป็นเศรษฐีตอนแก่ได้บ้าง

ทางเท้า เลนช้า และเลนด่วน

แก่นของหนังสือเล่มนี้ชี้เป้าชัด ผู้เขียน “เอ็มเจ เดอมาร์โก” มหาเศรษฐีที่สร้างความมั่งคั่งด้วยตัวเองและเกษียณในวัยเพียง 30 กว่า ยืนหยัดว่า เส้นทางสู่ความมั่งคั่งต้องขึ้น “เลนด่วน” เท่านั้น!

“เลนด่วน” หมายถึงการเป็นผู้ประกอบการ ซึ่งเขาเล่าไว้ในส่วนสุดท้ายของหนังสือ ต่อจากสองส่วนแรกที่ตีแผ่แผนที่การเดินทางแบบ “ทางเท้า” กับ “เลนช้า” (อ่านไปซึ้งไป ทำไมเอาความจริงมาพู๊ดด 🤣)

“ทางเท้า” คือความยากจน เหยื่อของความเป็นทาสจากรูปแบบการใช้ชีวิตที่มักใช้จ่ายเกินตัว ทำตัวรวยทั้งที่ไม่ได้รวย หวังเพียงให้สังคมยอมรับ แต่เงินไม่มีใช้ ก่อหนี้ แล้วทำงานใช้หนี้วนไป ติดกับความเป็นทาสของไลฟ์สไตล์ ตามใจตัวเองในวันนี้ และคิดว่ามันคงไม่มีผลอะไรกับวันข้างหน้า

“เลนช้า” คือชีวิตปานกลาง ไม่ได้ดีเยี่ยมแต่ก็ไม่แย่ เรียนสูงๆ หวังได้งานประจำดีๆ บางส่วนลงทุน บางส่วนออมเพื่อรอเกษียณตอนอายุ 70 แต่จะมั่งคั่งได้ยาก เพราะไม่ได้เป็นคนควบคุมแหล่งเงินหลัก รายได้ถูกจำกัดด้วยเวลาทำงาน ยอมลำบากวันนี้ และฝันว่าวันข้างหน้าจะมั่นคง

✅ เมล็ดพันธุ์ธุรกิจ 5 ชนิดบน “เลนด่วน”

เหมือนเราปลูกต้นไม้เงิน ที่ไม่ขึ้นอยู่กับเวลาทำงานของเรา

1. ระบบค่าเช่า

เช่น อสังหาริมทรัพย์ ลิขสิทธิ์ และใบอนุญาตต่างๆ

อสังหาริมทรัพย์คือ “ระบบค่าเช่า” อย่างหนึ่ง เป็นช่องทางเลนด่วน 1.0 ซึ่งเป็นวิธีเก่าแก่ และยังเป็นถนนสู่ความมั่งคั่งอยู่ (แต่เดี๋ยวนี้อาจไม่ได้ง่ายแล้ว)

ถ้าไม่อยากยุ่งกับอสังหาฯ ก็ยังมีการปล่อยเช่า ค่าลิขสิทธิ์ และใบอนุญาตต่างๆ ซึ่งเป็นระบบค่าเช่าที่สร้างรายได้ประจำในแต่ละเดือนได้

2. ระบบคอมพิวเตอร์

เช่น ธุรกิจอินเทอร์เน็ต และซอฟต์แวร์

คอมพิวเตอร์เป็นสุดยอดนวัตกรรม และเป็นเมล็ดพันธุ์แห่งต้นไม้เงิน มันทำงานวันละ 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ ไม่เคยบ่นเรื่องสภาพการทำงาน ไม่เคยมาสาย ไม่เคยขอขึ้นเงินเดือน ทำตามที่เราตั้งโปรแกรมไว้ สิ่งที่ทำให้อินเทอร์เน็ตต่างจากอสังหาฯ คือมันมีพลังทวีอย่างชัดเจน

เวลาที่เราเป็นเจ้าของเว็บไซต์ เราสามารถเข้าถึงผู้คนนับล้าน 😱

(ฉันคิดว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เราอาจลืมนะ บางทีเราเคยชินแต่กับ Facebook จนลืมนึกถึงการสร้างเว็บไซต์)

3. ระบบเนื้อหาข้อมูล

เช่น การเขียนหนังสือ เขียนบล็อก และนิตยสาร

“หนังสือ” เป็นระบบเนื้อหาข้อมูลที่เปลี่ยนไปสู่ช่องทางอื่นได้ดี ไม่ว่าจะบนอินเทอร์เน็ตหรือผ่านตัวแทนจำหน่าย ในอดีตถ้าจะรวยจากเนื้อหา เราต้องเป็นเจ้าของโรงพิมพ์ แต่เดี๋ยวนี้มีอินเทอร์เน็ตช่วยแล้ว

4. ระบบช่องทางกระจายสินค้า

เช่น แฟรนไชส์ ร้านเชน ธุรกิจเครือข่าย และโฆษณาขายของทางทีวี

ช่องทางกระจายสินค้าคือโครงสร้างหรือหน่วยงานใดก็ตามที่ออกแบบมาเพื่อเคลื่อนสินค้าไปสู่คนหมู่มาก เช่น เว็บขายของออนไลน์อย่าง อาลีบาบา หรือ อเมซอน

5. ระบบทรัพยากรบุคคล

เว็บอเมซอนเป็นระบบช่องทางกระจายสินค้าที่มีระบบคอมพิวเตอร์เป็นหลัก และดำเนินการด้วยระบบทรัพยากรบุคคล

ระบบทรัพยากรบุคคลเป็นระบบที่แพงและซับซ้อนที่สุดในการบริหาร เพราะมนุษย์เอาแน่เอานอนไม่ได้ ต้องจ่ายแพง และควบคุมยาก แต่ต่อให้ต้นทุนแพงที่สุดก็ยังจำเป็น ถ้าจะสร้างเงินล้านหรือพันล้าน เพราะเราทำเองทั้งหมดไม่ได้

✅ “บทบัญญัติ 5 ข้อ” ของเลนด่วน

องค์ประกอบเหล่านี้ขาดไม่ได้ ต้องมีให้ครบ

1. ความต้องการ

ธุรกิจขับเคลื่อนด้วย “ความต้องการของตลาด!” ไม่ใช่ความปรารถนาของเจ้าของกิจการฝ่ายเดียว

90% ของธุรกิจใหม่มักล้มหายตายจากไปภายใน 5 ปี เพราะเจ้าของทำในสิ่งที่ตัวเองรัก แต่ดันไม่ได้สนองความต้องการของตลาด คุณจะไปเปิดร้านขายชุดฮิปฮอปในเมืองที่ไม่มีใครแต่งตัวสไตล์นี้ เพียงเพราะคุณชอบอ่ะ! สุดท้ายก็อยู่ได้แป๊บเดียวแล้วต้องปิดร้าน

2. การเข้าถึง

การเริ่มต้นธุรกิจที่แท้จริงเป็น “กระบวนการ!” ไม่ใช่ “กิจกรรม”

ถ้าอุปสรรคในการเข้าสู่เส้นทางธุรกิจไหนน้อยมาก ประสิทธิภาพของเส้นทางนั้นก็จะลดลง เพราะการแข่งขันจะเข้มข้นขึ้น

เขายกตัวอย่างสมัยที่ eBay บูม คนแห่ทำ eBay เกิดกระแสทำเงินล้านบน eBay ใครก็สร้างธุรกิจได้ใน 10 นาที แต่มันก็อยู่ได้ไม่นาน คนที่ทำเงินล้านได้จริงคือคนที่เข้าไปในยุคแรก เพราะพอเข้าถึงง่าย คนอีกเป็นล้านก็แห่เข้ามาทำได้ไม่ยาก โมเดลธุรกิจเครือข่ายก็เช่นกัน คุณจะรวยก็ต่อเมื่อเป็นเจ้าของบริษัท เพราะคุณจะเป็นคนสร้าง “เลนด่วน” เอง

3. การควบคุม

จงขับรถเอง! ถ้าไม่ขับเอง ก็จะควบคุมทุกแง่มุมของธุรกิจไม่ได้

พวกเลนด่วนจะสร้างและลงทุนในแบรนด์ของตัวเอง เพราะการควบคุมระบบได้เองจะทำให้ได้เงินก้อนโต บางครั้งเป็นเงินระดับตำนานเลยทีเดียว เขายกตัวอย่างธุรกิจเครือข่ายอีกครั้งว่า ถ้าจะรวยก็ต้องสร้างบริษัทเอง ทำสินค้าเอง

4. ขนาด

ขนาดคือพลังทวี! ธุรกิจของคุณตอบโจทย์แค่คนในละแวกบ้าน หรือทั้งโลก ส่งผลต่อผู้คนนับล้านได้หรือไม่? จำนวนลูกค้าทั้งหมดจะบ่งบอกความมั่งคั่งของคุณ

5. เวลา

ธุรกิจของคุณต้องหลุดออกจากเวลาของคุณ ธุรกิจทำงานแทนคุณและเบ่งบานเป็นต้นไม้เงินได้หรือไม่ ถ้ายังผูกติดกับเวลาของคุณ มันก็คืองานประจำดีๆ นี่เอง

เอาล่ะ! อ่านมาถึงตรงนี้ คำถามคือเราจะเริ่มทำธุรกิจอะไรดี เส้นทางไหนเวิร์กที่สุด?

✅ เลนด่วนที่มีศักยภาพมากที่สุด 3 ช่องทาง

1. อินเทอร์เน็ต

  1. การสมัครสมาชิก
  2. การให้บริการเนื้อหา
  3. การสร้างโอกาสทางธุรกิจ
  4. โซเชียลเน็ตเวิร์ก
  5. ระบบนายหน้า
  6. โฆษณา
  7. ขายของออนไลน์

เวลาที่ทำธุรกิจบนอินเทอร์เน็ต โลกทั้งใบคือขีดจำกัดของคุณ!

2. นวัตกรรม

นวัตกรรมเป็นอีกช่องทางของเลนด่วนอย่างแท้จริง และเป็นวิธีดั้งเดิมในการสร้างความร่ำรวย นั่นคือ “คิดค้นสินค้า บริการ หรือข้อมูล”

แต่ต่อให้มีสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้า ก็เพิ่งสู้มาได้แค่ครึ่งทาง อีกครึ่งที่เหลือคือ “การกระจายสินค้า”

พูดถึง “นวัตกรรม” เรามักนึกถึงสิ่งที่เกิดมาเพื่อเปลี่ยนโลก แต่ไม่ต้องขนาดนั้น มันเป็นอะไรก็ได้ ทั้งการแต่งหนังสือ การประดิษฐ์คิดค้น หรือการบริการ พูดง่ายๆ คืออะไรก็ได้ที่แก้ปัญหาให้คนได้

“หนังสือ?” เนี่ยๆ น่าสนใจมาก ใกล้ตัวสุดละ ผู้เขียนยกตัวอย่างว่า จริงๆ แล้วหนังสือสอนรวยเร็วในตลาดมีเยอะแยะ บางเล่มที่เราเคยอ่านอาจพล่ามเนื้อหาไม่ต่างจาก 30 เล่มก่อนหน้านั้น (อุ๊ย! แรงงสส 😆) แต่ก็นะ เคยไหมๆ อ่านไปบางเล่มแล้ว เอ๊ะ ประโยคนี้ทำไมมันคุ้นๆ 🤣

แล้วทำไมหนังสือสอนรวยเร็วถึงเกลื่อนกลาดล่ะ ก็เพราะ “การเขียนหนังสือ” คือหนึ่งใน “ช่องทางเลนด่วนที่มีศักยภาพ” นั่นเอง! (แต่เขาออกตัวว่า ในกรณีของเขาไม่ได้เขียนเพื่อหวังรวยจากการขายหนังสือ เพราะมีอิสรภาพทางการเงินแล้ว แต่ก็ไม่ปฏิเสธว่าหนังสือเล่มนี้ทำให้เขารวยขึ้น เพราะมันให้ “พลังทวี” ตามสมการความมั่งคั่ง)

หนังสือที่ยิ่งใหญ่บางเล่มของโลกไม่เคยถูกอ่าน ขณะที่เล่มพื้นๆ ขายได้นับล้าน ความแตกต่างอยู่ที่การทำการตลาด…การเขียนหนังสือไม่ใช่การทำธุรกิจ แต่การขายต่างหากที่เป็น

Ohh…my 😱

3. การตอกย้ำ

การตอกย้ำคือการลงมือ “ทำซ้ำในกระบวนการ” เพื่อเข้าถึงเป้าหมายหรือผลลัพธ์ที่ต้องการ

“การทำแฟรนไชส์” คือตัวอย่างของการตอกย้ำ เพราะเป็นการทำซ้ำ ขายแนวคิด แบรนด์ ระบบ และในที่สุดก็ถอนตัวเองออกจากการดำเนินงาน

(ถ้าเป็นบ้านเรา ฉันนึกถึงชาย 4 หมี่เกี๊ยว ซึ่งเดิมเป็นธุรกิจระดับชุมชน แต่วางกระบวนการเป็นระบบ แล้วขายแฟรนไชส์ไปทั่วประเทศ)

ขมวดยับ

โดยสรุป การจะเปลี่ยนเลนเป็นเศรษฐี คือการเปลี่ยนมายด์เซ็ตมาเป็นฝั่ง “ผู้ประกอบการ” (ผู้ผลิต) จากปกติที่คนทั่วไปใช้ชีวิตเป็นพนักงานประจำ (ผู้บริโภค)

ดังนั้น ใครที่หิวกระหายอย่างแรงกล้า จริงจัง และเร่งด่วน! ที่จะกระโดดออกมาสู่เลนด่วน หนังสือเล่มนี้อาจเป็นเพื่อนร่วมทาง และให้ไอเดียมากมายในการชี้ช่องบนถนนสายนี้ โดยเฉพาะวัยรุ่นที่ยังไม่มีภาระหนี้ และยังไม่มีปัจจัยอื่นในชีวิตผูกมัดตัวเองไว้มากนัก

ส่วนในฐานะคนหนึ่งที่อยู่ “เลนช้า” และคาดหวังอนาคตที่ดีขึ้นจากการเก็บออมและการลงทุน อ่านจบปุ๊บ คงไม่ใช่การไปบอกหัวหน้าพรุ่งนี้ว่าขอลาออกนะ! จะไปเป็น entrepreneur เย่! (เดี๋ยวๆ 🤣)

แต่สิ่งที่เริ่มได้ทันที คือเป็นคนช่างสังเกต และ “ถอดรหัส” สิ่งรอบตัวมากขึ้น เพื่อหาโอกาสในการแก้ปัญหา นี่แหละจุดเริ่มต้นของการก่อร่างธุรกิจ ไม่ต้องเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ระดับเปลี่ยนโลก อะไรก็ได้ที่แก้ปัญหาให้คนได้ และคนยอมจ่ายเงิน

คีย์เวิร์ดหนึ่งที่น่าสนใจจากเล่มนี้คือ

การเปลี่ยนแปลงสร้างเศรษฐี ใครก็ตามที่เฝ้าสังเกตและใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลง จะกลายเป็นเศรษฐีและมหาเศรษฐีใหม่…

ตอนนี้คุณเห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรที่กำลังจะเกิดขึ้นบนโลกนี้บ้างไหม? ถ้าเห็น สิ่งนั้นคืออะไร? และเราวางแผนจะทำอย่างไรกับมัน?

เขียนโดย ชัชชญา อังคุลี

นักข่าวสายเศรษฐกิจ การเงิน และการลงทุนมากว่า 17 ปี · อ่านเรื่องของฉัน →

ความคิดเห็น

ใส่ความเห็น