กล้าที่จะถูกเกลียด: 12 ข้อคิดที่ทำให้เลิกใช้ชีวิตตามสายตาคนอื่น

กล้าที่จะถูกเกลียด: 12 ข้อคิดที่ทำให้เลิกใช้ชีวิตตามสายตาคนอื่น

ขมวดสั้นๆ

  • ความทุกข์ส่วนใหญ่มาจากการใช้ชีวิตตามความคาดหวังและสายตาของคนอื่น
  • เทียบตัวเองกับตัวเราเมื่อวาน ไม่ใช่กับคนอื่น และอย่าใช้ปมด้อยเป็นข้ออ้าง
  • ถามตัวเองว่า “นี่เป็นธุระของใคร?” แล้วแยกธุระของเรากับของคนอื่นให้ชัด

บทสนทนาที่ฉันได้ยินอยู่บ่อยๆ คือ การที่เราไม่กล้าบอกความจริงในสิ่งที่ควรบอก เพียงเพราะกลัวว่าเขาจะเกลียด

แม้เราจะคิดว่าสิ่งนั้นน่าจะเป็นผลดีกับเขา แต่หลากหลายเหตุผลก็ทำให้เราเลือกที่จะเงียบ…

สายลมแห่งกาลเวลาผ่านพ้นไป บางเรื่องที่ควรบอกกลับถูกเก็บงำ แล้วเราก็กลายเป็นคนที่มีแต่คนรอบข้างรัก หรือไม่ก็มีคนเกลียดเราน้อยลง

หนังสือ “กล้าที่จะถูกเกลียด” ของ คิชิมิ อิจิโร และ โคงะ ฟุมิทาเกะ เป็นเล่มที่ฉันชอบมากๆ หยิบมาปัดฝุ่นอีกครั้ง สาระเข้มข้นทุกบรรทัด อ่านไปต้องคิดไปทุกบรรทัด

นี่เป็นแค่บางส่วนเท่านั้น ใครชอบลองไปอ่านฉบับเต็มกัน ฉันว่าเป็นอีกเล่มที่ทำให้เห็นว่า มนุษย์เราต้องมีเหลี่ยมมีมุม ยอมให้คนอื่นเกลียดบ้างก็ได้ ไม่ต้องเป็นที่รักของใครตลอดเวลา เพราะมันจะทำให้เราอึดอัด ถ้าสิ่งนั้นไม่ใช่ตัวเรา…

1. ทุกข์เพราะความคาดหวังของคนอื่น

มนุษย์เราทุกข์เพราะความคิดของคนอื่น และทุกข์เพราะความคาดหวังของคนอื่น

เมื่ออยากมีความสุข เราก็พยายามทำตัวให้สอดคล้องกับที่คนอื่นคาดหวัง จนบางครั้งลืมถามตัวเองว่า…

“เฮ้ย…นั่นมันตัวเราจริงๆ หรือเปล่า”

2. ความทุกข์ในใจ มักเกี่ยวพันกับคนอื่นเสมอ

ความทุกข์ภายในใจจำนวนมากล้วนเกี่ยวพันกับคนอื่น โดยเฉพาะความทุกข์จากการเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น แล้วคิดว่าตัวเองต่ำต้อย

ทั้งที่จริงแล้ว เราจะรู้สึกต่ำต้อยหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าเราให้ความหมายกับสิ่งนั้นอย่างไร

3. ใช้ความรู้สึกต่ำต้อยในทางสร้างสรรค์

เปรียบเทียบแค่ “ตัวเราในวันนี้” กับ “ตัวเราในวันพรุ่งนี้” ไม่ต้องเอาไปเทียบกับคนอื่น

พูดง่ายๆ คือ พรุ่งนี้เราจะเก่งขึ้นกว่าเมื่อวานอย่างไร อย่ามัวแต่เหลียวมองคนอื่น ก้มหน้าก้มตาพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นกว่าเมื่อวานก็พอ

4. เมื่อความต่ำต้อยกลายเป็นข้ออ้าง นั่นคือ “ปมด้อย”

ถ้าเมื่อไหร่เราเอาความรู้สึกต่ำต้อยมาเป็นข้ออ้างในการไม่พัฒนาตัวเอง สิ่งนั้นเรียกว่า “ปมด้อย” เช่น

  • เพราะฉันเรียนมาน้อยไง ฉันเลยไม่ประสบความสำเร็จ
  • เพราะฉันเรียนไม่เก่ง แม่เลยไม่รักฉันเท่าพี่

ทั้งที่จริงแล้ว เจ้าสัวหลายคนก็ไม่ได้จบด็อกเตอร์ และชีวิตคนเราก็ไม่ได้มีแค่ด้านการเรียนอย่างเดียว

พูดง่ายๆ คือ… ทะลุกำแพงของข้ออ้างให้ได้

5. เลิกปรารถนาการเป็นที่ยอมรับ

หลักจิตวิทยาแบบแอดเลอร์บอกว่า

  • อย่าใช้ชีวิตตามความคาดหวังของคนอื่น
  • จงเลิกปรารถนาการเป็นที่ยอมรับ

เพราะการอยากได้รับการยอมรับจากคนอื่น หรือการเอาแต่สนใจว่าคนอื่นจะตัดสินคุณค่าเราอย่างไร สุดท้ายแล้ว… เราจะทิ้งชีวิตของตัวเอง แล้วไปใช้ชีวิตของคนอื่นแทน (เป็นเศร้า 🙁)

6. ถ้าไม่มีคนชม ก็ไม่อยากทำดี

เราจึงหวังแต่ให้คนยอมรับและชื่นชม ถ้าไม่มีคนชมก็ไม่อยากทำความดี เป็นเพราะเราได้รับอิทธิพลมาจากการเลี้ยงดูแบบ “ให้คุณ ให้โทษ”

ถ้าไม่มีใครเห็น เราก็ไม่เก็บขยะ ถ้าไม่มีใครชม เราก็ไม่อยากทำดี

7. คนอื่นก็ไม่ต้องใช้ชีวิตตามความคาดหวังของเรา

ในเมื่อคุณไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตตามความคาดหวังของคนอื่น คนอื่นก็ไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตตามความคาดหวังของคุณเช่นกัน

ดังนั้น ถ้าคนอื่นไม่ทำตามที่เราคิด ก็ไม่ควรไปโกรธ เพราะนั่นเป็นเรื่องธรรมดา แม้กระทั่งลูก ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตตามความคาดหวังของพ่อแม่ เพราะลูกก็คือมนุษย์คนหนึ่งเช่นกัน

8. เป็นตัวของตัวเอง ไม่ได้แปลว่าทำตามอำเภอใจ

ข้อนี้ต้องระวัง! “การเป็นตัวของตัวเอง” ไม่ได้หมายความว่าอยากทำอะไรก็ทำตามอำเภอใจโดยไม่สนใจใคร หรือคนเป็นพ่อแม่จะปล่อยปละละเลยลูกก็ไม่ใช่เช่นกัน

สิ่งสำคัญคือ… ต้องรู้จักแยกแยะธุระของแต่ละคนออกจากกัน

9. “นี่เป็นธุระของใคร?”

วิธีแยกแยะง่ายมาก แค่ถามตัวเองว่า… “นี่เป็นธุระของใคร?”

เมื่อแยกแยะได้ เราก็จะไม่ไปก้าวก่ายธุระของคนอื่น เพราะเกือบทุกปัญหาในความสัมพันธ์ มักเกิดจากการที่เราเข้าไปก้าวก่ายธุระของคนอื่น หรือไม่ก็คนอื่นเข้ามาก้าวก่ายธุระของเรา

10. ใครคือคนที่ได้รับผลจากการตัดสินใจนั้น

เวลาที่รู้สึกว่าชีวิตมีความทุกข์ ขอให้รู้ไว้เลยว่า มันมักมีต้นเหตุมาจากความสัมพันธ์

วิธีแยกว่าเรื่องนี้เป็นธุระของใคร ให้ถามว่า “สุดท้ายแล้ว ใครคือคนที่ได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจนั้น”

เช่น ที่ปรึกษาให้คำปรึกษาได้ แต่จะไม่ไปใส่ใจว่าคนที่มาขอคำปรึกษาจะเปลี่ยนแปลงตัวเองตามคำแนะนำหรือไม่ เพราะนั่นไม่ใช่ธุระของที่ปรึกษา ไม่ได้แปลว่าไม่สนใจนะ แต่จะคอยสนับสนุนอย่างเต็มที่ ถ้าคุณอยากเปลี่ยนแปลง

เราจูงม้าไปริมแม่น้ำได้ แต่บังคับให้ม้ากินน้ำไม่ได้

เพราะคนที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเราได้… มีแค่ตัวเราเองเท่านั้น

11. เส้นบางๆ ระหว่าง “ความคาดหวัง” กับ “การก้าวก่าย”

ถ้าคุณยัดเยียดความคาดหวังของตัวเองให้คนอื่น แล้วคนอื่นไม่รับ สุดท้ายคนที่ทุกข์ก็คือตัวเราเอง

มันเป็นเส้นบางๆ ระหว่าง “ความคาดหวัง” กับ “การก้าวก่าย” เราควรขีดเส้นให้ชัด ไม่อย่างนั้นเราจะกลายเป็นคนที่แบกความทุกข์ของคนอื่นไว้เอง

12. เขาจะชอบหรือเกลียดเรา ก็เป็น “ธุระของเขา”

ข้อนี้จดจำให้แม่น… คนอื่นจะชอบหรือจะเกลียดเรา ก็เป็น “ธุระของเขา” ไม่ใช่กงการอะไรของเรา

อย่ามัวแต่กังวลสายตาของคนอื่น อย่ามัวแต่อยากให้คนอื่นยอมรับ เพราะนั่นคือความทุกข์

ยิ่งอยากได้รับการยอมรับ… ก็ยิ่งไร้อิสรภาพ

ขมวดยับ

อย่าให้สายตาคนอื่นมาเป็นกรงขังอิสรภาพเรา 😃

เขียนโดย ชัชชญา อังคุลี

นักข่าวสายเศรษฐกิจ การเงิน และการลงทุนมากว่า 17 ปี · อ่านเรื่องของฉัน →

ความคิดเห็น

ใส่ความเห็น