ชื่อตอนของคลิปนี้อาจดูธรรมดา แต่พอได้ฟังเนื้อหาข้างในแล้ว ฉันว่า “ว้าวเกินคาด” นะ
บางทีเห็นผู้ใหญ่มานั่งคุยเรื่อง AI เราก็อาจมองว่า เอ๊ะ จะรู้เรื่อง AI เท่าคนรุ่นใหม่หรือ
ซึ่งก็จริงนั่นแหละ เพราะพี่โจ้เองก็ไม่ได้บอกว่าเชี่ยวชาญเรื่อง AI แถมยังชื่นชมคนรุ่นใหม่ที่เรียนรู้เรื่องนี้ได้เร็ว และเกิดมาในยุคของ AI
คนที่เก่ง AI จริงจัง ย่อมไปได้ดีในด้านนั้นและเอาตัวรอดได้เป็นอย่างดี ถ้าเขามีทักษะทั้งหมดที่ควรมี แล้วยังเก่ง AI เข้าไปอีก เขาจะยิ่งเก่งขึ้นเป็น 100 เท่า 1,000 เท่า
แต่สิ่งที่ว้าวในคลิปนี้ กลับเป็นการมองย้อนเข้ามาที่ตัวเอง ในมุมของคนที่ไม่ได้เก่ง AI ไปสุดทาง
และคนแบบนี้น่าจะเป็นคนส่วนใหญ่ของโลกด้วยซ้ำ คือคนที่ไม่ได้ใช้ AI สร้างสิ่งใหม่จนมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ
บางทีเราอาจนึกไม่ออกเลยว่า ถ้า AI ทำงานหลายอย่างแทนเราได้แล้ว เราจะเหลืออะไรบ้าง
ที่น่าขนลุกคือ คำตอบกลับเป็นสิ่งที่คนอายุมากสั่งสมมา โดยเฉพาะคนที่มี know who ไม่ใช่แค่ know how
มันเหมือน sense บางอย่างที่ทำให้เราตัดสินใจได้แม่นยำ แต่เขียนออกมาเป็นคู่มือไม่ได้ และ AI ก็ดูดสิ่งนี้ออกไปจากมนุษย์ไม่ได้ เพราะมันคือคุณค่าที่มีได้เฉพาะคนที่เชี่ยวชาญบางเรื่องจริงๆ
แน่นอนว่าสิ่งนี้คือประสบการณ์ ที่ต้องผ่านกาลเวลาและการสะสมกว่าจะได้มา
ขณะที่ความรู้ทั่วไป เราแค่พิมพ์ถาม AI รอแป๊บเดียวก็ได้คำตอบ ทุกคนรู้ได้เท่ากัน
ความอดทนต่อความไม่รู้
นอกจากความเชี่ยวชาญเฉพาะตัวแล้ว พี่โจ้มองว่ามนุษย์ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ AI ไม่มี นั่นคือความอดทนรอคอย
การอดทนต่อความไม่รู้ (Tolerance in ignorance) คือการอนุญาตให้คำว่า “เอ๊ะ!?” เกิดขึ้นในหัว แทนที่จะรีบแชตถาม AI เพื่อเอาคำตอบทันที
ฉันชอบคำนี้มาก เพราะเคยสัมภาษณ์แขกรับเชิญที่เป็นบรรณาธิการหนังสือแปลเกี่ยวกับบิตคอยน์และเศรษฐศาสตร์ ซึ่งถึงกับใช้คำว่า “ต่อมเอ๊ะเสื่อมโทรม” 😆
มันทำให้นึกถึงข้อความจากหนังสือเล่มหนึ่ง ที่จำชื่อไม่ได้แล้ว ใจความประมาณว่า ถ้าเราไม่รู้เรื่องไหน ก่อนจะถามคนอื่นหรือคนที่เก่งกว่า ให้ถามตัวเองให้สุดทางก่อน
เพราะถ้าไม่ถามตัวเองจนสุดทาง เราจะติดนิสัยเอะอะก็ถามคนอื่น ซึ่งยุคนี้ก็คือเอะอะก็พิมพ์ถาม AI โดยไม่ได้ฝึกหาคำตอบด้วยตัวเอง
AI ตอบเราได้เร็ว ตอบสนองสิ่งที่อยากรู้ได้ทันที แต่เราจะไม่ได้ผ่านกระบวนการ “เอ๊ะ?!” ในอดีต กว่าจะได้ความรู้แต่ละเรื่องต้องอดทนค้นคว้า ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการอ่านหนังสือ
พี่โจ้ถึงกับมองว่า หนังสือคือเทคโนโลยีที่ดีที่สุดที่มนุษย์มี เพราะทำให้เราค่อยๆ อ่าน ค่อยๆ ใช้วิจารณญาณ ค่อยๆ สั่งสมและซึมซับความรู้อย่างละเมียดละไม
เหมือนนักปราชญ์หรือนักวิทยาศาสตร์สมัยก่อน ที่กว่าจะตกผลึกอะไรสักอย่าง ต้องใช้ทั้งเวลา ความพยายาม และความอดทนรอคอย
แต่เดี๋ยวนี้มนุษย์แทบไม่มีคำว่ารอคอยแล้ว กลับเสพติดความเร็ว และ AI ยิ่งเข้ามาเบิ้ลให้หนักขึ้นไปอีก
สิ่งที่พี่โจ้ย้ำคือ “การเขียน” ไม่ควรยกให้ AI ทำแทนโดยเด็ดขาด เพราะการเขียนคือกระบวนการคิดและเรียบเรียงขั้นสูงของมนุษย์
เป็นโชคดีของคนอื่น
พี่โจ้ทิ้งท้ายไว้ด้วยประโยคที่กินใจมาก
เกิดมาทั้งที สิ่งหนึ่งที่เราควรทิ้งไว้ให้คนจดจำ คือเราควรเป็นโชคดีของคนอื่น
ปกติเรามักคาดหวังความโชคดีจากคนอื่น รู้สึกโชคดีจังที่ได้รู้จักคนนั้นคนนี้
ในทางกลับกัน เป็นไปได้ไหมที่เราจะ “ทำตัวเองให้เป็นโชคดีของคนอื่น” บ้าง
นี่คือเคล็ดลับขั้นสุดของการใช้ชีวิต และเป็นคุณค่าที่แท้จริงของคนธรรมดาในยุค AI
แล้วถ้าจะเป็นโชคดีของคนอื่นได้ ต้องทำยังไง ลองนั่งคิดเล่นๆ ดู โดยไม่ต้องถาม AI…
👉 อ่านต่อ: หนี้ทางความคิด: เมื่อเราให้ AI คิดแทน สมองต้องจ่ายดอกเบี้ย งานวิจัยจาก MIT ที่ดูว่าสมองเราเปลี่ยนไปอย่างไรเมื่อให้ AI เขียนแทน

ใส่ความเห็น