ขมวดสั้นๆ
- เมื่อความมั่งคั่งถึงหลักหมื่นล้าน เจ้าของต้องเป็น “มนุษย์ล่องหน” ไม่ให้องค์กรผูกกับตัวเอง
- ต้องยอมถอยให้คนเก่งกว่า และสละได้แม้วิสัยทัศน์ส่วนตัว เพื่อเปลี่ยนธุรกิจเป็นสถาบัน
- เป้าหมายสุดท้ายไม่ใช่เงิน แต่คือความสนุกกับการสร้างมูลค่า
เคยสังเกตเหมือนกันว่า ทำไมคนที่รวยระดับหมื่นล้านถึงเจอตัวยากเย็นแสนเข็ญ ใช้ชีวิตอยู่ยังไง ออกงานแถลงข่าวทีไรนักข่าวรุมทึ้ง เพราะไม่ใช่จะได้เจอตัวง่ายๆ อย่างเจ้าสัวทั้งหลาย
เมื่อความมั่งคั่งเดินทางจาก 1 ล้านมาถึงระดับ “หมื่นล้าน” คนเหล่านี้มีวิธีคิดอย่างไร? บทความนี้มีคำตอบจากปากของชายผู้มีความมั่งคั่งหลักหมื่นล้านบาท นอกตลาดหุ้น
“คุณต้น” จักรรัตน์ เรืองรัตนากร กรรมการผู้จัดการ บริษัท รัตนากรแอสเซท จำกัด สัมภาษณ์โดยคนติดเล่าเรื่องลงทุนอย่าง ดร.เอ็ม อุดมศักดิ์ 😂
ความท้าทายในจุดนี้ไม่ใช่การทำงานให้หนักขึ้น หรือหาเงินให้มากขึ้น แต่คือการ “สละตัวตน” ขั้นสูงสุด เพื่อไม่ให้ความสำเร็จขององค์กรต้องผูกติดอยู่กับเจ้าของเพียงคนเดียว
1. ต้องทำตัวเป็น “มนุษย์ล่องหน” (I am invisible)
คุณต้นพูดชัดเจนมากว่า “ต้องเป็นมนุษย์ล่องหน” ต้องยอมลดบทบาทและค่อยๆ หายออกไปจากการบริหารงานโดยตรง
เพราะถ้าทุกเรื่องและทุกการตัดสินใจต้องรอเจ้าของ แบบนั้นเรียบร้อยเลย อุตส่าห์สร้างธุรกิจจนเป็นระบบและมีความมั่งคั่งหลักหมื่นล้าน แต่ยังต้องมานั่งตัดสินใจเองทุกเรื่อง ทุกความสำเร็จก็จะขึ้นอยู่กับเจ้าของ และสุดท้ายเจ้าของนั่นแหละจะกลายเป็นข้อจำกัดขององค์กรเสียเอง
ช่วงหมื่นล้าน เป็นช่วงที่ผมเนี่ย I am invisible ผมต้องเป็นมนุษย์ล่องหน ผมต้องหายไปเพื่ออะไรรู้มั้ยครับ? …ถ้าผมไม่หายไป องค์กรจะไม่สามารถก้าวข้ามผมไปได้ คนของผมจะไม่สามารถก้าวข้ามผมไปได้ แล้วเราจะไปต่อไม่ได้ครับ
คุณต้น จักรรัตน์ เรืองรัตนากร
นี่จึงเป็นอีกด้านของความสำเร็จที่น่าสนใจมาก ยิ่งสร้างองค์กรใหญ่ขึ้น เจ้าของอาจยิ่งต้องทำให้ตัวเอง “สำคัญน้อยลง” รู้จักปล่อยวาง เพื่อสร้างความมั่นคงแบบกระจายศูนย์
2. ยอมถอยให้คนที่ “เก่งกว่าและพร้อมกว่า” ขึ้นมาแทนที่
ผมเริ่มไม่เข้าใจเรื่องใหม่ๆ ผมเริ่มไม่เข้าใจที่ใหม่ๆ ผมเริ่มไม่เข้าใจธุรกิจใหม่ๆ…ถ้าผมยังยึดติดกับตัวตนของตัวเอง ผมไม่มีทางทำให้องค์กรผมไปไกลกว่านี้ได้
คุณต้นมองว่าผู้นำต้องยอมรับความจริง เมื่อโลกเปลี่ยนเร็วขึ้น ตัวเองอาจไม่ได้เข้าใจทุกเรื่องดีที่สุดอีกต่อไป สิ่งสำคัญคือต้องรู้จัก “ยอมรับ” ในสิ่งที่ตัวเองไม่เก่ง และไม่จำเป็นต้องเก่งทุกอย่าง
ธุรกิจใหม่ เทคโนโลยีใหม่ ตลาดใหม่ หรือพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ อาจต้องการคนที่มีประสบการณ์และวิธีคิดต่างออกไป ถ้ายังยึดติดว่าทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้การตัดสินใจของตัวเอง เจ้าของก็อาจกลายเป็น “คอขวด” ที่รั้งการเติบโตขององค์กร
ความยากไม่ใช่การหาคนเก่ง แต่คือเจ้าของ “ยอมให้คนเก่งกว่าเข้ามาแทนตัวเองได้จริงหรือไม่?” 🤔
3. สละได้แม้กระทั่ง “วิสัยทัศน์ส่วนตัว” เพื่อเปลี่ยนธุรกิจเป็นสถาบัน
ข้อนี้ฟังแล้วก็อึ้งเหมือนกัน สร้างธุรกิจมาถึงขนาดนี้แล้ว แม้กระทั่งวิสัยทัศน์ของตัวเองก็ต้องยอม?! แต่นี่คือเรื่องจริงจากปากของคุณต้น
เมื่อองค์กรใหญ่ขึ้น การขับเคลื่อนด้วยมุมมองหรืออารมณ์ของเจ้าของเพียงคนเดียวจะเริ่มไม่เพียงพอ ผู้สืบทอดที่ถูกคัดเลือกขึ้นมาอาจเห็นอนาคตของธุรกิจ “ไม่เหมือนเจ้าของเดิม” และอาจพาองค์กรไปในทิศทางที่เจ้าของไม่คุ้นเคย
มันดูหวาดเสียวชอบกล ที่ธุรกิจที่สร้างมาต้องปล่อยให้ผู้สืบทอดนำพาไปในน่านน้ำใหม่ แต่ถ้าอยากให้องค์กรอยู่ต่อไปได้ในระยะยาว เจ้าของต้องยอมรับว่า “องค์กร” ไม่ควรหยุดเติบโตเพียงเพราะความคุ้นเคยของคนคนเดียว
บริษัท องค์กรเป็นสิ่งมีชีวิตครับ… เราจะอยู่ได้ไม่ใช่เพราะเราทำในสิ่งที่เราคุ้นเคยเลย… ธุรกิจขึ้นกับเจ้าของ ธุรกิจขึ้นกับอารมณ์เจ้าของ… แต่สถาบันขึ้นอยู่กับวิชั่นของอนาคต สถาบันขึ้นอยู่กับผู้นำองค์กรที่ถูกคัดสรรคัดเลือก และสร้างระบบการสืบทอดอย่างเป็นธรรม
นี่คือจุดเปลี่ยนจาก “ธุรกิจของเจ้าของ” ไปสู่ “สถาบัน”
องค์กรไม่ได้อยู่ได้เพราะมีเจ้าของคนเดิมอยู่ตลอดไป แต่อยู่ได้เพราะมีระบบ มีวัฒนธรรม มีวิสัยทัศน์ มีระบบคัดกรองพนักงาน ระบบประเมินผลงาน ระบบผลตอบแทน และมีคนรุ่นต่อไปที่รับไม้ต่อได้
4. อิสรภาพที่แท้จริง คือการสนุกกับการ “สร้างมูลค่า” โดยไม่ยึดติด
เมื่อความมั่งคั่งมาถึงระดับหนึ่ง เงินอาจไม่ใช่ตัวเลขที่ต้องวิ่งไล่ล่าอีกต่อไป
เป้าหมายของชีวิตจึงเปลี่ยนจาก “ต้องมีมากขึ้น” ไปสู่การได้ทำสิ่งที่สนุก ได้สร้างสิ่งใหม่ และได้เห็นสิ่งที่อยู่ในความคิดกลายเป็นความจริง
เป้าหมายไม่ใช่ความมั่งคั่งครับ เป้าหมายไม่ใช่เงิน แต่เป้าหมายคือ ผมแค่อยากสนุกกับชีวิตที่สามารถทำในสิ่งที่ตัวเองเห็นภาพมัน แล้วสร้างให้มันเกิดขึ้นจริง ตราบใดที่สิ่งนั้นสามารถสร้างมูลค่าให้ตัวผมเองและคนอื่นได้… ผมไม่ต้องการให้มันจบ เพราะตราบใดที่มันยังไม่จบ ชีวิตผมจะมีความสนุกครับ
ตรงนี้อาจเป็นสิ่งที่น่าสนใจที่สุดของคนที่เดินทางมาถึงระดับหมื่นล้าน เพราะปลายทางไม่ได้จบที่การ “มีเงินมากที่สุด” หรือการเกษียณ แต่คือการมีทางเลือกว่าอยากทำอะไร และสิ่งนั้นมีคุณค่าทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น
ท้ายที่สุด การเดินทางสู่ความมั่งคั่งหลักหมื่นล้านจึงไม่ใช่การ “สะสม” แต่กลับเป็นกระบวนการของการ “สละ” เพื่อให้องค์กรเติบโตไปได้ไกลกว่าที่ตัวเองเคยบริหาร อ่านมาถึงตรงนี้ บางทีนี่อาจเป็นความย้อนแย้งของความมั่งคั่งระดับสูงสุดก็ได้
ยิ่งสร้างมาได้มากเท่าไหร่ สุดท้ายยิ่งต้อง “กล้าปล่อย” มากเท่านั้น
ขมวดยับ
ลองมองไปยังบริษัทต่างๆ ในไทย หรือบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ก็ได้ จะเห็นภาพชัดขึ้น หลายบริษัททยอยผลัดใบให้คนรุ่นต่อไปเข้ามาบริหาร บางครั้งเป็นคนนอก บางครั้งเป็นคนใน และแค่ “ชื่อ” ก็มีอานุภาพสั่นสะเทือนราคาหุ้นได้ จากข่าวการเปลี่ยนตัวผู้บริหาร
การผลัดใบมีทั้งสำเร็จและไม่สำเร็จ แปลว่าความยากของมันจริงๆ คือนอกจากต้องปล่อยวางให้คนที่ไม่ใช่เจ้าของมาบริหารแล้ว ยังต้องเชื่อใจด้วยว่าผู้สืบทอดที่รับไม้ต่อจะบริหารสถาบันให้เติบโตขึ้นในอนาคต
หวังว่าวันนี้ทุกคนจะได้ inspiration จาก mindset ของคนมั่งคั่งหมื่นล้าน สำหรับฉัน หลังดูคลิปนี้จบและเขียนมาสองบทความแล้ว สิ่งที่ชอบและยังติดอยู่ในหัวคือประโยคสั้นๆ ว่า
👉 อ่านบทความแรกจากคลิปเดียวกันได้ที่ เงินแต่ละหลัก ต้องแลกด้วยอะไร? จาก 1 ล้าน ถึง 10,000 ล้าน
การเป็นคนรวยในแต่ละเลเวล Mindset ต้องเปลี่ยน ตัวตนต้องเปลี่ยน
เพราะกรอบความคิดเดิมที่พาเรามีเงิน 1 ล้าน จะไม่พาเราไปถึงเงินสิบล้านเลย ถ้าเราไม่เปลี่ยนกรอบความคิด
📚 ซีรีส์ ถอดบทเรียนคุณต้น
บทเรียนจากคุณต้น จักรรัตน์ เรืองรัตนากร ในรายการ The Unspoken ช่อง The Alternative Plus อ่านต่อได้ทุกตอน
- ตอนที่ 1: มินิ MBA “0 บาท”
- ตอนที่ 2: เงินแต่ละหลัก ต้องแลกด้วยอะไร? จาก 1 ล้าน ถึง 10,000 ล้าน
- ตอนที่ 3: ยิ่งรวย ยิ่งต้องล่องหน? วิธีคิดของคนมีทรัพย์สินหมื่นล้าน (ตอนนี้)
- ตอนที่ 4: จากปีละ 2,000 ล้าน เหลือ 1,000 ล้าน อะไรทำให้เศรษฐีอสังหาฯ 30 ปี “ลดเดิมพัน”?
ขอบคุณบทสัมภาษณ์จากช่อง The Alternative Plus รายการ The Unspoken EP4

ใส่ความเห็น