ยิ่งเก็บเงิน ยิ่งจน? เมื่อ “เงิน” ที่เราออม กำลังด้อยค่าลงทุกวัน

ยิ่งเก็บเงิน ยิ่งจน? เมื่อ "เงิน" ที่เราออม กำลังด้อยค่าลงทุกวัน

ขมวดสั้นๆ

  • อ.ตั๊ม พิริยะ มองว่าเงินที่รัฐพิมพ์เพิ่มได้จะเสื่อมค่าเรื่อยๆ การเก็บเงินสดในบัญชีจึงเหมือนวิ่งสวนบันไดเลื่อน
  • ทางออกคือออมใน “สินทรัพย์ที่รัฐพิมพ์เพิ่มไม่ได้” เช่น ที่ดิน หุ้นพื้นฐานดี ทองคำ หรือ Bitcoin
  • ปัญหาไม่ใช่การออม แต่อยู่ที่ออมไว้ที่ไหน

ถ้าเราเข้าใจประเด็นนี้นะ เราจะไม่ติดกับดัก แต่ถ้าเราไม่เข้าใจเนี่ย เก็บไปให้ตายฮะ…ไม่รอด

อ.ตั๊ม พิริยะ สัมพันธารักษ์

คุณเคยสงสัยไหมว่า ทำไมหลายคนที่ตั้งใจเก็บหอมรอมริบมาเป็นปีๆ กลับพบว่าเงินก้อนนั้นแทบไม่พอทำอะไรเลย?

ในยุคที่รัฐบาลประเทศมหาอำนาจกู้หนี้มาโปะหนี้ และสั่งพิมพ์ตัวเลขเงินใหม่เข้าสู่ระบบได้อย่างไม่จำกัด

การตั้งหน้าตั้งตาเก็บความมั่งคั่งไว้ในรูปของ “เงินในบัญชีธนาคาร” จึงไม่ต่างอะไรกับการ “วิ่งสวนทางลงบนบันไดเลื่อน” ยิ่งวิ่งยิ่งเหนื่อย แต่กลับอยู่ที่เดิม 🥲

คุณแท็ป-รวิศ หาญอุตสาหะ นักเล่าเรื่องชื่อดังและนักธุรกิจ สัมภาษณ์อาจารย์ตั๊ม บิตคอยน์เนอร์ชื่อดังของเมืองไทย เรียกได้ว่าเป็นแมตช์ในฝันของแฟนคลับทั้งสองฝั่ง ที่ได้เห็น “สองหนุ่มเสียงนุ่ม” มานั่งร่วมเฟรมกันเป็นครั้งแรก

ในคลิปนี้ อ.ตั๊ม พิริยะ เจาะลึกระบบการเงินโลกตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน การเสื่อมค่าของเงิน รวมทั้งบทบาทของสินทรัพย์ทางเลือกอย่างทองคำและ Bitcoin

1. วิกฤตของระบบเงินตรา และการสร้างเงินจาก “หนี้”

รู้หรือไม่ว่า ระบบเงินที่เราใช้ทุกวันนี้ไม่ได้อ้างอิงกับทองคำแล้ว ตั้งแต่ปี 1971 ที่สหรัฐฯ ยกเลิกผูกดอลลาร์กับทองคำ จากเดิมที่การผลิตเงินต้องมีทองคำค้ำ กลายเป็นการผลิตเงินจาก “การสร้างหนี้” โดยรัฐออกพันธบัตรให้ธนาคารกลางซื้อ แล้วพิมพ์ตัวเลขเงินขึ้นมาให้รัฐบาลดื้อๆ

ปัจจุบันสหรัฐฯ มีหนี้มหาศาลทะลุ 39 ล้านล้านดอลลาร์! ถามว่ามากแค่ไหน เอาแค่ดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย ก็มากกว่าจีดีพีทั้งประเทศแล้ว OMG!

เมื่อถึงกำหนดคืนเงิน สิ่งที่รัฐบาลทำคือ “กู้หนี้ก้อนใหม่ มาโปะหนี้ก้อนเก่า” วนลูปไปเรื่อยๆ นี่คือเหตุผลที่ปริมาณเงินในระบบเพิ่มขึ้นไม่สิ้นสุด และทำให้มูลค่าของเงินในกระเป๋าเราเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว

ปัญหาที่ทุกคนในระบบเศรษฐกิจเดียวกันเจออยู่ทุกวันนี้ จึงไม่ใช่แค่ข้าวของแพงขึ้น แต่เป็นเพราะ “เงินมันเสื่อมค่า”

อ.ตั๊มเล่าว่า ตามหลักแล้ว เมื่อเทคโนโลยีดีขึ้น สินค้าควรผลิตได้ถูกลง แต่สินค้าส่วนใหญ่กลับแพงขึ้น เพราะเงินเสื่อมค่าเร็วกว่าการพัฒนาของเทคโนโลยี

2. Bitcoin ถูกสร้างขึ้นด้วยแนวคิดที่ “กลับตาลปัตร” จากระบบเดิม

สถานการณ์ข้างต้นทำให้ผู้คนอยากหลุดพ้นจากระบบเงินที่รัฐสร้างขึ้น เพราะเก็บให้ตายก็ไม่รวย ความมั่งคั่งถูกสูบออกไปตลอดเวลาจากการพิมพ์เงินเพิ่มของรัฐบาล ยังไม่นับเรื่องการสอดแนม

กลุ่ม Cypherpunk จึงต้องการสร้าง “เงินสดดิจิทัล” ที่โอนให้กันผ่านอินเทอร์เน็ตได้ ไม่ต่างจากการยื่นธนบัตรให้กันโดยตรง โดยไม่ต้องอาศัยตัวกลาง เพื่อหลุดพ้นจากการสอดแนมและการควบคุมเงินโดยอำนาจรัฐ

Bitcoin เกิดขึ้นจากแนวคิดของกลุ่มนี้ โดยผู้เสนอไอเดียเงินสดดิจิทัลคือ “ซาโตชิ นากาโมโตะ” (นามแฝง) ตอนแรกไม่มีใครเชื่อไอเดียของเขา แต่ผ่านไปสักพักก็เริ่มมีคนเอาด้วย นับถึงวันนี้ก็เกือบ 18 ปีแล้ว

การทำลายหรือสั่งปิด Bitcoin แทบเป็นไปไม่ได้ เพราะมันเป็นซอฟต์แวร์แบบเปิดที่กระจายศูนย์เต็มรูปแบบ รันโดยคอมพิวเตอร์นับแสนเครื่องทั่วโลกที่อยู่ในมือประชาชนธรรมดา

ยิ่งรัฐบาลพยายามแบนเท่าไหร่ มันก็ยิ่งเติบโต เรียกได้ว่า “ยิ่งทุบยิ่งแข็งแกร่ง” อย่างในจีนหรืออินเดีย ประชาชนก็ไปใช้กันในตลาดใต้ดิน และมันก็ยังเติบโตได้อยู่ดี

แม้ Bitcoin จะถูกจำกัดไว้ที่ 21 ล้านเหรียญ จนเกิดคำถามว่าจะเพียงพอต่อการใช้งานทั้งโลกจริงหรือ แต่จริงๆ แล้วหน่วยของมันแบ่งย่อยได้ถึงระดับ “ซาโตชิ”

1 Bitcoin = 100 ล้านซาโตชิ

จึงเพียงพอต่อการใช้งานทั่วโลก หรือถ้ายังกลัวไม่พอ ก็ยังมีเทคโนโลยี Layer 2 เช่น Lightning Network ที่ช่วยให้ทำธุรกรรมขนาดเล็กได้อย่างรวดเร็ว

3. สถานะของ “ทองคำ” และปัญหา “ทองกระดาษ”

อ.ตั๊มเชื่อมั่นว่าทองคำยังเป็นสินทรัพย์รักษามูลค่าที่ดีในระยะยาว เพราะทนทาน และการผลิตเพิ่มแต่ละปีต่ำมากเมื่อเทียบกับปริมาณที่มีอยู่เดิมในตลาด (Stock to Flow สูง)

แต่จุดอ่อนสำคัญที่ทำให้ราคาทองคำไม่เติบโตเท่าที่ควร คือการมี “ทองกระดาษ” (Paper Gold หรือตลาดอนุพันธ์) ที่เปิดให้คนขายทองคำได้โดยไม่ต้องมีทองคำอยู่จริง ทำให้ผู้เล่นรายใหญ่ควบคุมและกดราคาทองคำในตลาดโลกได้

4. ทางออกเพื่ออิสรภาพและความมั่นคงทางการเงิน

ทางออกเรื่องนี้ไม่ได้ซับซ้อน อาจารย์ตั๊มให้คำแนะนำที่เรียบง่ายว่า

เราก็แค่เก็บเงินที่อื่น เก็บเงินที่อะไรก็ได้ที่รัฐพิมพ์ไม่ได้

การออมเงินในบัญชีธนาคาร (เงินเฟียต) คือกับดัก เพราะเงินเหล่านี้เสื่อมค่าลงทุกวินาที ยิ่งพยายามเก็บออมเป็นตัวเงิน เราก็ยิ่งเหมือน “วิ่งสวนทางลงบนบันไดเลื่อน”

ก้าวแรกของการสร้างความมั่นคง คือเปลี่ยนที่เก็บออมไปไว้ใน “สินทรัพย์ที่รัฐพิมพ์เพิ่มไม่ได้” เช่น ที่ดิน หุ้นพื้นฐานดี ทองคำ หรือ Bitcoin

ถ้าเราเก็บถูก เราใช้เวลาไป 2 ปี 3 ปี 4 ปี เราค่อยๆ ออมไป…หลายคนที่ออมไปแล้ว 5 ปี 10 ปี มองย้อนกลับมา คุณจะเห็นว่าคุณมีทุน

เมื่อเรามี income จากเงินที่เป็นเงินทุนแล้ว เราก็จะเริ่มลดการพึ่งพา income จากงานประจำบ้าง…เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตไปในระดับที่เราเริ่มบริหารทุนและเวลาของเราได้ ก็จะเริ่มมีสิ่งที่เรียกว่าอิสรภาพ คือเราเลือกใช้เวลาของเราได้

ขมวดยับ

โดยสรุป การออมไม่ใช่เรื่องไม่ดี แต่เป็นสิ่งที่ควรทำเสียด้วยซ้ำ ทุกวันนี้เรามักเคยชินกับการกู้ยืม ทั้งที่การออมคือรากฐาน

ปัญหาของการออมจริงๆ อยู่ที่ “แหล่งวางเงิน” มากกว่า

“การเก็บเงิน” ไม่ได้แย่ ถ้าเงินนั้นไม่เสื่อมค่า แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับตรงกันข้าม

ฉะนั้น หลักการง่ายๆ ก็คือ “ออมเงินให้ถูกที่”


ขอบคุณบทสัมภาษณ์ดีๆ จากช่อง Mission To The Moon

เขียนโดย ชัชชญา อังคุลี

นักข่าวสายเศรษฐกิจ การเงิน และการลงทุนมากว่า 17 ปี · อ่านเรื่องของฉัน →

ความคิดเห็น

ใส่ความเห็น